bitkub-banner

Mt. Gox ขยับ Bitcoin $730 ล้าน ผีเก่า 10 ปียังหลอกตลาดทุกครั้งที่ราคาร่วง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • Mt. Gox โอน Bitcoin จำนวน 10,306 BTC มูลค่าราว 730 ล้านดอลลาร์ เข้ากระเป๋าใหม่เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2 มิ.ย. 2026 หลังเงียบไป 2 เดือน
  • เหรียญที่ค้างอยู่จากเหตุแฮกปี 2014 คือแรงขายค้างเหนือหัวขนาดยักษ์ที่ตลาดมองข้าม ขณะที่ตื่นตระหนกกับการที่ Saylor ขายแค่ 32 BTC
  • บทเรียน Not your keys, not your coins จาก Mt. Gox กำลังถูกทำซ้ำผ่านวิกฤต DeFi ปี 2024-2026 เช่น Radiant ที่ถูกเจาะระบบ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

การที่ Mt. Gox ขยับเหรียญมูลค่ามหาศาลเป็นสัญญาณว่ากระบวนการคืนเงินเจ้าหนี้อาจคืบหน้า ซึ่งสร้างแรงขายค้างเหนือหัวที่กดดันราคา Bitcoin ในระยะสั้น ประกอบกับบรรยากาศตลาดที่อ่อนตัวและกังวลอยู่แล้ว ทำให้ภาพรวมเป็นลบต่อราคา

ขณะที่นักเทรดทั้งตลาดกำลังตื่นตระหนกกับข่าวที่ Michael Saylor เทขาย Bitcoin แค่ 32 BTC เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2026 มีบางสิ่งที่น่ากลัวกว่ากำลังเคลื่อนไหวเงียบ ๆ บนเครือข่าย Bitcoin นั่นคือกระเป๋าเงินของ Mt. Gox เว็บกระดานเทรดที่ล่มสลายไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน เพิ่งขยับเหรียญมูลค่ากว่า $730 ล้านเข้ากระเป๋าใหม่

ผีตัวนี้ไม่เคยตาย และทุกครั้งที่มันขยับ ตลาดก็สั่นสะเทือน คำถามคือ ทำไมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนยังตามหลอกหลอนเราอยู่ในปี 2026 และที่สำคัญกว่า บทเรียนเดียวกันที่ฆ่า Mt. Gox กำลังฆ่านักเทรดไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านวิกฤต DeFi ที่ล่มไม่หยุดในช่วง 2024-2026 หรือไม่

เหรียญ $730 ล้านที่ขยับเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 2 มิ.ย.

ตามข้อมูลออนเชนที่บัญชี CryptOpus เปิดเผยว่า หลังจากเงียบไป 2 เดือน Mt. Gox ได้โอน Bitcoin จำนวน 10,306 BTC คิดเป็นมูลค่าราว $730.78 ล้าน เข้าสู่กระเป๋าใหม่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกระเป๋าของตัวเองเช่นเคย ธุรกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 11 โมงเช้าตามเวลาไทย ของวันที่ 2 มิถุนายน 2026 (04:47 UTC)

ภาพธุรกรรมออนเชนของ Mt. Gox ที่โอน Bitcoin มูลค่ากว่า 730 ล้านดอลลาร์
ภาพจาก: CryptOpus (X)

ดังที่เห็นในภาพธุรกรรมด้านบน ต้นทางคือกระเป๋าเย็น (Cold Wallet) ของ Mt. Gox ที่ขึ้นต้นด้วยที่อยู่ 1ANkD ยอดรวม 10,422.64 BTC มูลค่าราว $739.03 ล้าน ถูกแยกออกเป็นสองส่วน ส่วนใหญ่ราว 10,306 BTC มูลค่า $730.78 ล้าน ถูกส่งไปยังกระเป๋าใหม่ที่ขึ้นต้นด้วย 14FEEM และอีกราว 116 BTC มูลค่า $8.25 ล้าน ถูกส่งกลับไปยังกระเป๋าร้อน (Hot Wallet) ของ Mt. Gox เอง ค่าธรรมเนียมในการโอนครั้งนี้แค่ $3.7 เท่านั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือความกังวลที่กระจายไปทั้งตลาด

ทำไมการโอนเหรียญของตัวเองเข้ากระเป๋าใหม่ถึงทำให้คนกลัว เพราะทุกครั้งที่ Mt. Gox ขยับเหรียญ มันคือสัญญาณว่ากระบวนการคืนเงินให้เจ้าหนี้ (ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2014) อาจกำลังคืบหน้า และนั่นหมายความว่า Bitcoin จำนวนมหาศาลที่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 10 ปี อาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดและสร้างแรงขาย

ย้อนรอยการแฮกที่เกือบฆ่า Bitcoin ทั้งระบบ

ย้อนรอยการแฮกที่เกือบฆ่า Bitcoin ทั้งระบบ
ภาพจาก AI

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการ อาจไม่เคยรู้ว่า Mt. Gox คืออะไร ย้อนกลับไปช่วงปี 2013-2014 Mt. Gox คือเว็บกระดานเทรด Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในยุครุ่งเรืองมันรองรับปริมาณการเทรด Bitcoin มากถึงราว 70% ของทั้งโลก ก่อตั้งโดย Jed McCaleb ผู้บุกเบิกคริปโตที่ต่อมาไปสร้าง Ripple และ Stellar (และทุกวันนี้กำลังทำธุรกิจอวกาศกับบริษัท Vast Space)

ภาพประกอบเรื่องราว Mt. Gox และผู้ก่อตั้ง พร้อมรูปปั้นปริศนา Satoshi
ภาพจาก: Charles Mendoza (X)

แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2014 ทุกอย่างพังทลาย Mt. Gox ประกาศหยุดให้บริการกะทันหัน และยอมรับว่ามี Bitcoin หายไปจากระบบราว 850,000 BTC ซึ่งในจำนวนนี้ราว 750,000 BTC เป็นของลูกค้า และที่เหลือเป็นของบริษัทเอง สาเหตุมาจากการถูกเจาะระบบที่สะสมมานานหลายปีโดยที่บริษัทไม่รู้ตัว เหรียญถูกขโมยออกไปทีละนิดผ่านช่องโหว่ด้านความปลอดภัย

ในเวลานั้น 850,000 BTC คิดเป็นเงินราว $450 ล้านตามราคาในยุคนั้น แต่ถ้าคิดตามราคาปัจจุบันที่ราว $71,000 ต่อเหรียญ จำนวนนี้จะมีมูลค่าทะลุ 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ความเสียหายครั้งนั้นทำให้ราคา Bitcoin ร่วงหนัก และเกือบทำให้คนทั้งโลกหมดศรัทธาในคริปโตไปเลย หลายคนเชื่อว่ามันคือจุดจบของ Bitcoin

แต่ Bitcoin ไม่ตาย มันรอดมาได้ และต่อมา Mt. Gox ก็สามารถกู้ Bitcoin คืนมาได้บางส่วนราว 140,000-200,000 BTC ซึ่งกลายเป็นกองทุนสำหรับชำระคืนเจ้าหนี้ที่ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้ และนั่นคือสาเหตุที่กระเป๋า Mt. Gox ยังขยับเหรียญในปี 2026

บทเรียน “กุญแจไม่ใช่ของคุณ เหรียญก็ไม่ใช่ของคุณ” ที่คนยังไม่จำ

บทเรียน
ภาพจาก AI

คนที่ฝาก Bitcoin ไว้บน Mt. Gox ในปี 2014 คิดว่าเหรียญพวกนั้นเป็นของพวกเขา แต่ความจริงคือ เมื่อคุณฝากเหรียญไว้บนเว็บกระดานเทรด คุณไม่ได้ถือกุญแจส่วนตัว (Private Key) เว็บต่างหากที่ถือ พูดง่าย ๆ คือคุณแค่มีตัวเลขในหน้าจอที่บอกว่าคุณ “ควรจะ” มีเหรียญเท่านี้ แต่เหรียญจริงอยู่ในมือของคนอื่น

นี่คือที่มาของวลีอมตะในวงการคริปโตที่ว่า “Not your keys, not your coins” หรือ “ถ้ากุญแจไม่ใช่ของคุณ เหรียญก็ไม่ใช่ของคุณ” บทเรียนนี้ราคาแพงมหาศาล คนนับแสนสูญเงินไปกับ Mt. Gox และต่อมาก็ซ้ำรอยอีกครั้งกับการล่มสลายของ FTX ในปี 2022 ที่ใช้เงินลูกค้าไปลงทุนแบบไม่มีหลักประกัน

บัญชี Out Of Context Animal ถึงกับจัดอันดับให้การแฮก Mt. Gox เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดอันดับ 1 ในประวัติศาสตร์คริปโต ตามมาด้วยการล่มสลายของ FTX เป็นอันดับ 2 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสองเหตุการณ์นี้มีรากเดียวกัน นั่นคือการที่คนเอาเงินไปฝากไว้ในมือคนที่ไม่ควรไว้ใจ

วิกฤต DeFi 2024-2026 คือ Mt. Gox เวอร์ชันใหม่

วิกฤต DeFi 2024-2026 คือ Mt. Gox เวอร์ชันใหม่
ภาพจาก AI

หลายคนคิดว่าเราเรียนรู้บทเรียนจาก Mt. Gox แล้ว แต่ความจริงคือเรากำลังทำผิดซ้ำในรูปแบบใหม่ ในช่วงปี 2024-2026 เราได้เห็นโปรเจกต์ DeFi ล่มสลายไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าจะเป็นการถูกเจาะระบบของ Radiant Capital ที่สูญเงินผู้ใช้ไปหลายสิบล้านดอลลาร์ หรือปัญหาของสะพานข้ามเชน (Cross-chain Bridge) อย่าง Gravity Bridge ที่เป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์

คำถามที่น่าคิดคือ มันต่างจาก Mt. Gox ตรงไหน คำตอบคือแทบไม่ต่างเลย เพราะเมื่อคุณฝากเงินเข้าโปรโตคอล DeFi คุณกำลังไว้ใจในโค้ดสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ที่คุณอ่านไม่ออก ไว้ใจในกุญแจของผู้ดูแลโปรโตคอล (Admin Key) ที่อาจถูกเจาะ และไว้ใจในระบบที่คุณไม่ได้ควบคุมจริง ๆ มันคือสมมติฐานความไว้ใจแบบเดียวกับที่ฆ่า Mt. Gox

นักเทรดไทยจำนวนมากยังคงทิ้งเหรียญทั้งพอร์ตไว้บนเว็บกระดานเทรดหรือฟาร์มผลตอบแทนใน DeFi เพื่อหวังดอกเบี้ยไม่กี่เปอร์เซ็นต์ โดยลืมไปว่าความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่ราคาขึ้นหรือลง แต่คือความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตจะหายไปในชั่วข้ามคืนเหมือนที่เกิดกับเหยื่อ Mt. Gox 850,000 คน

ผีเก่าที่น่ากลัวกว่า Saylor เทขาย 32 BTC

ผีเก่าที่น่ากลัวกว่า Saylor เทขาย 32 BTC
ภาพจาก AI

กลับมาที่ความตื่นตระหนกในตลาดตอนนี้ คนกำลังโทษว่าราคาที่อ่อนตัวลงเป็นเพราะ Michael Saylor เทขาย Bitcoin แค่ 32 BTC ซึ่งถ้าเทียบกับเหรียญที่ Mt. Gox ถืออยู่ มันเล็กจิ๋วจนแทบไม่มีความหมาย

บัญชี Still Holding พูดได้น่าสนใจว่า “คริปโตรอดมาจาก Mt. Gox ได้ ผมคิดว่ามันรอดจากการขาย 32 BTC ได้แน่นอน” ประโยคนี้สะท้อนความจริงที่หลายคนมองข้าม ตลาดมักตื่นตระหนกกับสิ่งเล็ก ๆ ที่เห็นชัดอยู่ตรงหน้า แต่ละเลยปัจจัยโครงสร้างขนาดยักษ์ที่ซ่อนอยู่ในเงา

เหรียญ Mt. Gox ที่ค้างอยู่ในระบบคือสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “แรงขายค้างเหนือหัว” (Overhang) ที่แท้จริง เพราะมันคือเหรียญที่จะถูกแจกจ่ายให้เจ้าหนี้ที่อดทนรอมา 10 ปี และหลายคนพร้อมจะขายทันทีที่ได้รับเพื่อล็อกกำไรหลังจากราคา Bitcoin พุ่งขึ้นหลายเท่าจากตอนที่ Mt. Gox ล่ม

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าเรื่อง Mt. Gox เป็นกระจกสะท้อนพฤติกรรมของตลาดคริปโตได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง เราชอบตื่นตูมกับข่าวเล็ก ๆ ที่ดราม่า อย่าง Saylor ขาย 32 BTC แต่กลับมองข้ามผีตัวเก่าที่ยังเดินวนอยู่ในระบบมา 10 ปี และยังขยับเหรียญมูลค่า $730 ล้านได้แบบเงียบ ๆ ในเช้าวันธรรมดา

แต่ประเด็นที่ผมอยากให้คนไทยคิดจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องราคา มันคือบทเรียนที่เรายังไม่ยอมจำ ผมเห็นนักเทรดไทยจำนวนมากทิ้งเหรียญทั้งพอร์ตไว้บนเว็บกระดานเทรด หรือเอาไปฟาร์มใน DeFi โปรเจกต์ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนคุมกุญแจ เพื่อหวังผลตอบแทนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ พอเกิดเหตุการณ์อย่าง Radiant ถูกเจาะ ก็มานั่งเสียใจทีหลัง

Mt. Gox ควรจะเป็นบทเรียนเมื่อ 10 ปีก่อนที่ทำให้เราระวังตัว แต่ความจริงคือทุกวัฏจักรของตลาดมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาที่ไม่เคยเจ็บ และพร้อมจะทำผิดพลาดเดิมซ้ำ ผมไม่ได้บอกว่าให้เลิกใช้เว็บกระดานเทรดเลย เพราะมันมีความสะดวก แต่อย่างน้อยควรเข้าใจว่าเหรียญที่ฝากไว้ที่นั่นไม่ใช่ของคุณจริง ๆ และควรกระจายความเสี่ยง ไม่เก็บทั้งหมดไว้ที่เดียว

ผีเก่าอย่าง Mt. Gox จะยังหลอกหลอนตลาดไปอีกหลายปีตราบใดที่เหรียญยังไม่ถูกแจกจ่ายหมด แต่ผีที่น่ากลัวกว่าคือความประมาทของเราเอง ที่ยังไม่เรียนรู้ว่าในโลกคริปโต กุญแจคืออำนาจ และอำนาจที่ไม่ได้อยู่ในมือคุณ ก็คืออำนาจที่อาจหายไปได้ทุกเมื่อ

ภาพจาก AI