bitkub-banner

JPMorgan จับมือบิ๊กแบงก์สหรัฐฯ สร้างเครือข่ายเงินฝากบล็อกเชนท้าชนบริษัทคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • บิ๊กแบงก์สหรัฐฯ ร่วมมือจัดตั้งเครือข่ายโทเคนเงินฝาก ผ่านระบบชำระเงินเรียลไทม์ The Clearing House เพื่อเปิดทางให้สมาชิกย้ายเงินฝากบนบล็อกเชนได้
  • โปรเจกต์มีเป้าหมายเปิดตัวในปี 2027 เพื่อแก้เกมและสกัดกั้นอิทธิพลของกลุ่มเหรียญ Stablecoin หลังกฎหมาย CLARITY Act มีแนวโน้มจะผ่านการอนุมัติ
  • เครือข่ายถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เป็นอันดับแรก เพื่อใช้ในการบริหารสภาพคล่องและการชำระเงินข้ามพรมแดนที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ธนาคารพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ได้จับมือร่วมกันเป็นพันธมิตรเพื่อพัฒนาเครือข่ายโทเคนเงินฝากร่วมกันผ่านระบบชำระเงิน “The Clearing House” โดยมีกำหนดการเปิดใช้งานจริงในปี 2027 เพื่อรับมือและแก้เกมกับการรุกคืบของ Stablecoin หลังจากมีสัญญาณว่าร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่เปิดช่องให้การถือครอง Stablecoin สามารถรับดอกเบี้ยได้กำลังจะได้รับการอนุมัติ

ธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น JPMorgan Chase, Citigroup, Bank of America รวมถึง Wells Fargo ได้ทำการจับมือรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างเครือข่ายโทเคนเงินฝากร่วมกันโดยหวังว่าจะได้แก้เกมฝั่ง Stablecoin ที่พยายามรุกคืบเข้ามา ซึ่งมีเป้าหมายเปิดตัวในปี 2027 

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่า CLARITY Act กำลังจะได้รับการอนุมัติเป็นกฎหมาย ซึ่งทางธนาคารเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นอนาคตของระบบการเงินแบบดั้งเดิม

สำหรับรายละเอียดของเครือข่ายจะมีการใช้ชื่อว่า The Clearing House ซึ่งเป็นเครือข่ายการชำระเงินแบบเรียลไทม์ที่มีธนาคารพาณิชย์ผู้ร่วมโครงการทั้งหมดเป็นเจ้าของร่วมดำเนินงาน โดยเครือข่ายดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารสมาชิกทั่วสหรัฐอเมริกาสามารถโอนย้ายเงินฝากของลูกค้าในรูปแบบโทเคนผ่านโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด

โทเคนเงินฝากคือเงินฝากในธนาคารที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนและมีการบันทึกบนบล็อกเชน ซึ่งจะต่างกับ Stablecoin ปกติที่ไม่ได้มีการอ้างอิงถึงเงินในบัญชีธนาคาร

David Watson ซีอีโอของ Clearing House กล่าวว่าโปรเจกต์นี้เป็นก้าวใหญ่ของธนาคาร ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งก็มีชื่อเรียกโปรเจกต์นี้ต่างกันไป เช่น the bridge หรือ the chain แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลเปิดเผยออกมาว่าบล็อกเชนใดได้ถูกรับเลือกเป็นพันธมิตร

Stablecoin ตกที่นั่งลำบาก

การที่ธนาคารพยายามออกมาผลักดันโทเคนเงินฝากเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่าธนาคารดั้งเดิมกำลังรู้สึกถูกคุกคามโดย Stablecoin ที่ว่ากันว่ากำลังจะเข้ามาแย่งชิงสภาพคล่องจากระบบธนาคาร หากบริษัทคริปโตสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของธนาคารได้มากขึ้น

ความกังวลของพวกเขายิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อร่างกฎหมาย CLARITY Act ยังเปิดโอกาสให้การถือ Stablecoin สามารถรับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยได้ นั่นจึงทำให้ธนาคารต้องเร่งเดินหน้าโทเคนเงินฝากเพื่อกั้นไม่ให้เงินทุนไหลออกจากระบบไปมากกว่านี้

จะใช้งานกันจริงไหม

มีการคาดการณ์ว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่จะเป็นกลุ่มแรกที่เริ่มใช้โทเคนเงินฝาก เนื่องจากมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น การชำระเงินระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการสภาพคล่อง ซึ่งถือเป็นสิ่งดึงดูดใจสำหรับฐานลูกค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างมาก”

Shahmir Khaliq หัวหน้าฝ่ายบริการของธนาคาร Citi กล่าวว่า เครือข่ายนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบและความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธนาคารในตลาดทุน ขณะที่ Mark Monaco หัวหน้าฝ่ายโซลูชันการชำระเงินระดับโลกของ Bank of America ได้ให้มุมมองที่ระมัดระวังกว่า โดยระบุว่าในตอนนี้ลูกค้ายังไม่ได้ถึงขั้น แห่กันมาเคาะประตูเพื่อขอใช้เงินฝากรูปแบบโทเคน แต่ก็พอมีความสนใจอยู่บ้าง และเครือข่ายนี้จะช่วยให้ธนาคารต่าง ๆ เตรียมความพร้อมสำหรับการยอมรับใช้งานที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้

สำหรับ JPMorgan พวกเขาถือเป็นธนาคารที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโปรเจกต์นี้ จากการเปิดตัวเหรียญ JPM Coin เพื่อใช้สำหรับการชำระเงินระหว่างสถาบันภายในองค์กรผ่านระบบบล็อกเชนส่วนตัว นอกเหนือจากนั้น JPMorgan ยังได้เปิดตัวโทเคนเงินฝากบน Base โดยจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะกลุ่มลูกค้าสถาบันเท่านั้น

ที่มา: Cryptopolitan


มุมมองผู้เขียน : ดูเหมือนว่ายุคสมัยที่ Stablecoin จะสามารถกินรวบค่าธรรมเนียมการโอนเงินและฮุบสภาพคล่องฟรีๆ กำลังจะสิ้นสุดลง เมื่อยักษ์ใหญ่ TradFi ตื่นขึ้นมาสร้างระบบของตัวเองสำเร็จ ดังนั้นกลุ่มผู้สร้าง Stablecoin ที่ไม่มีฐานธนาคารพาณิชย์หนุนหลังอาจจะต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อผันตัวเองไปเป็นพันธมิตร แทนที่จะเป็นคู่แข่งกับระบบธนาคารแบบดั้งเดิม