bitkub-banner

CryptoQuant โต้ หากไม่มี Strategy และ Spot ETF ราคา BTC อาจร่วงถึง $22,000

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Cryptoquant ชี้ว่าหากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาหากไม่ได้บริษัท Strategy และกองทุน ETF ราคาอาจดิ่งรุนแรงลึกถึงระดับ $22,000 เหมือนวัฏจักรหมีในอดีตไปแล้ว
  • Ki Young Ju ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม มองว่าเรื่องเล่าวิกฤตล่มสลายต่อเนื่อง (Death Spiral) นั้นฟังดูเกินจริง
  • แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะมองว่าเร็วเกินไปที่จะกลับมามองโลกในแง่ดี แต่ธนาคาร Standard Chartered ยังคงยืนกรานความเห็นว่า Bitcoin กำลังจะพุ่งไป $100,000

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Ki Young Ju ผู้ก่อตั้ง Cryptoquant ออกมาโพสต์ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ Jim Cramer ที่ระบุว่า Michael Saylor เป็นตัวทำลาย Bitcoin โดยเขาแย้งว่าหากขาดแรงซื้อพยุงจากบริษัท Strategy และกองทุน Bitcoin Spot ETF ที่ร่วมกันดูดซับเหรียญจากเจ้ามือรุ่นเก่า ราคา Bitcoin ในปัจจุบันอาจทรุดตัวลงไปกองอยู่ที่ระดับ $22,000 จากการที่มีอุปทานกว่า 700,000 BTC ไหลบ่าเข้ามาทุบตลาดไปแล้ว

Ki Young Ju ผู้ก่อตั้ง Cryptoquant แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลคริปโต ได้โพสต์บน X เมื่อวันที่ 6 ว่า หากไม่มีการเข้าซื้อพยุงราคาจาก Strategy และกองทุน Bitcoin Spot ETF บิตคอยน์อาจจะร่วงลงไปอยู่แถวๆ 22,000 ดอลลาร์แล้วในปัจจุบัน

Ki Young Ju ได้โพสต์ประเด็นดังกล่าวเพื่อเป็นการตอบโต้ Jim Cramer นักวิเคราะห์ชื่อดังที่กล่าวหาว่า “นาย Saylor ทำให้ Bitcoin จบสิ้นแล้ว” โดยทาง Cryptoquant ได้โต้แย้งว่าตัวตนทั้งสองได้ดูดซับ Bitcoin กว่า 1.24 ล้าน BTC จากเจ้ามือรุ่นเก่าตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งชาวเน็ตก็ได้ออกมาแย้งว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้อีกที่ $2.74 ล้าน BTC แบ่งเป็นบริษัทจดทะเบียน 1.24 ล้าน BTC และกองทุน ETF รวมกัน 1.5 ล้าน BTC

Ki young Ju ชี้ว่า หากไม่มีแรงเข้าซื้อสม่ำเสมอของ Saylor จะมี Bitcoin กว่า 700,000 BTC ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดและทำให้ราคาร่วงได้อย่างรุนแรงเหมือนกับวัฏจักรขาลงรอบก่อนๆ ในอดีต และยังกล่าวอีกว่าเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Death Spiral หรือการเทขายจะกระตุ้นให้เกิดการเทขายเพิ่มอีกอย่างต่อเนื่องนั้นฟังดูเกินจริง

แนวโน้มตลาด

ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า กองทุน Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ มีเงินทุนไหลออกสุทธิติดต่อกัน 13 วันทำการ โดยมียอดไหลออกสะสมถึงประมาณ 4.37 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่ Saylor ประกาศเทขาย 32 Bitcoin ออกจากคลัง

ขณะเดียวกัน การถือครอง Bitcoin ของนักลงทุนสถาบันในไตรมาสแรกลดลง 17% เหลือ 261,000 BTC โดยมีกองทุนเฮดจ์ฟันด์และบริษัทหลักทรัพย์เป็นแกนนำในการเทขาย ในขณะที่กลุ่มธนาคารและกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติยังคงเพิ่มการถือครอง

อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับข้อมูลในปัจจุบันกองทุนดังกล่าวก็เริ่มมีเงินไหลกลับเข้ามาบ้างแล้วนับตั้งแต่วันที่ 4 แต่ตลาดก็ยังมองว่าเร็วเกินไปที่จะมองโลกในแง่ดี สวนทางกลับความเห็นของ Standard Chartered

ธนาคารดังกล่าวย้ำชัดว่า ในเร็วๆ นี้ MicroStrategy จะทำการซื้อ Bitcoin คืนกลับเข้าคลังในปริมาณที่มากกว่ายอดที่เพิ่งขายออกไปอย่างแน่นอน พร้อมประเมินว่าราคาบิตคอยน์ในขณะนี้ใกล้จะดิ่งลงถึงจุดต่ำสุดแล้ว และไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับการร่วงหล่นของราคาในระยะสั้น 

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับทัศนคติของ Michael Saylor ที่มองว่า เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดคริปโตในช่วงนี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากผู้คนสูญเสียความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงพฤติกรรมของนักลงทุนที่กำลังโยกย้ายเงินทุนไปเก็งกำไรกับกระแสของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในปัจจุบันเท่านั้น 

ที่มา: X


มุมมองผู้เขียน : นอกจากการเข้าซื้อของบริษัทจดทะเบียนและ ETF แล้ว วัฏจักรรอบนี้ยังมีความพิเศษตรงที่นักลงทุนที่ยังเข้าซื้ออยู่ล้วนแล้วแต่มีภูมิต้านทานกันมาแล้วในระดับหนึ่งทำให้ตลาดไม่เกิดการเทขายเพราะความตื่นตระหนักเหมือนกับที่ผ่านมา กล่าวคือนักลงทุนสายระยะยาวได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตนั่นเอง