bitkub-banner

ข้อมูลแฉตระกูลทรัมป์ยังทำกำไรจากคริปโตอื้อซ่าไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดหมี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ท่ามกลางวิกฤตตลาดคริปโตซบเซาหนัก เอกสารทางการเงินแฉว่าตระกูลทรัมป์ โกยเงินและสินทรัพย์เข้ากระเป๋าไปแล้วกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • บริษัท AI Financial Corp กำลังเผชิญภาวะล้มละลาย หลังจากระดมทุนรวมกว่า $1.5 พันล้านดอลลาร์ไปกว้านซื้อ WLFI แต่เหรียญทั้งหมดกลับติดเงื่อนไขห้ามขาย 
  • นอกจากราคาหุ้นจะดิ่งเหวและมูลค่าเหรียญ WLFI ในมือหด AIFC ยังเผชิญวิกฤตธรรมาภิบาลอย่างรุนแรงและกำลังจะถูกถอดออกจาก Nasdaq ในเร็วๆ นี้

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ตระกูลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถทำกำไรลอยตัวเหนือลมไปได้สูงถึง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านข้อตกลงรับส่วนแบ่งรายได้ 75% จากยอดขายโทเคนของโปรเจกต์ World Liberty Financial (WLFI) สวนทางกับบริษัทมหาชนรายย่อยที่เป็นผู้รับซื้อรายใหญ่อย่าง AI Financial Corp. (AIFC หรืออดีต Alt5 Sigma) ที่กำลังเผชิญหน้ากับภาวะล้มละลายหลังทุ่มเงินทุนกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์เข้าซื้อเหรียญดังกล่าว

สภาพตลาดคริปโตในเดือนมิถุนายน 2026 แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ท่ามกลางพายุหิมะหนาวจัด โปรเจกต์แทบทุกตัวต่างร่วงเอาๆ แต่ดูเหมือนว่ากำไรคริปโตของตระกูลทรัมป์แทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เหมือนนักลงทุนคนอื่น

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Eric Trump และ Donald Trump Jr. บุตรทั้งสองได้ร่วมมือจัดตั้งบริษัทคริปโตขึ้นมา และในชื่อของ World Liberty Financial (WLFI) และได้มีการเสนอขายโทเคนของโปรเจกต์

แต่ด้วยความที่ ปธน.ทรัมป์ได้มีท่าทีสนับสนุนคริปโต จึงทำให้บริษัทมากมายต่างแห่กันเข้ามาซื้อโทเคนของ WLFI ทำให้ครอบครัวทรัมป์สามารถโกยกำไรได้มหาศาล ในขณะที่บริษัทที่เข้ามาซื้อต่างกำลังขาดทุนและล้มละลายในปัจจุบัน

สำหรับบริษัทดังกล่าวนั่นก็คือ Alt5 Sigma บริษัทจดทะเบียนขนาดเล็กที่ต่อมาจะกลายเป็นบริษัท AI Financial Corp. (AIFC) ที่ชูดจุดขายให้แก่นักลงทุนด้วยการเข้าซื้อคริปโตที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลทรัมป์เป็นเงินกว่า $1.5 พันล้าน

ในช่วงเวลาขณะนั้น หุ้นของ Alt5 ได้ทะยานขึ้นไปถึง $8.97 แต่ในปัจจุบันหุ้นของพวกเขากลับร่วงลงมากว่า 93% เหลือมูลค่าแค่เพียง $0.66 และมีการเปิดเผยว่าพวกเขาอาจจะยังคงดำรงกิจการไว้ได้อีกไม่นาน

ซึ่งถ้าหากราคาหุ้นของพวกเขาไม่สามารถกลับไปยืนเหนือ $1 หรือหลุดออกจากกลุ่มหุ้นเพนนีได้ภายใน 15 วันทำการข้างหน้า บริษัทก็อาจถูกเพิกถอนออกจากตลาด Nasdaq 

เท่านั้นยังไม่พอ บริษัทเผชิญความวุ่นวายระดับผู้บริหาร โดยมีการเปลี่ยนตัว CEO ถึง 3 คนในช่วงเวลาไม่กี่เดือน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการส่งรายงานงบการเงินล่าช้า และต้องเปลี่ยนผู้สอบบัญชีหลายครั้ง แถมก่อนที่บริษัทจะหันเข้าหาคริปโต บริษัทยังเคยจ่ายค่าปรับ 250,000 ดอลลาร์เพื่อยอมความคดีฉ้อโกงกับ SEC เมื่อครั้งที่ยังเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพชื่อ JanOne

อ้างอิงข้อมูลที่มีการเปิดเผยของทาง WLFI ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ และสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เปิดเผยนาม มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเปิดขายโทเคนดังกล่าว หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว

โครงสร้างข้อตกลงนี้ยิ่งสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตระกูลทรัมป์มากขึ้นไปอีก เนื่องจากเอกสารประกอบการเสนอขายโทเคนของ WLFI ระบุว่า พวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งสูงถึง 75% จากรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการขายโทเคน ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวถูกระบุไว้ในเอกสารเสนอขายโทเคนประจำปี 2024 และยังปรากฏอยู่ในข้อความตัวอักษรขนาดเล็กบนเว็บไซต์หลักอีกด้วย

นอกจากนี้ ตระกูลทรัมป์ยังมีส่วนได้ส่วนเสียทางอ้อมในบริษัท AI Financial ผ่านทางการถือหุ้นของ World Liberty โดยเอกสารที่ยื่นต่อ SEC ระบุว่าทางบริษัทได้รับหุ้นสามัญของ AI Financial จำนวน 1 ล้านหุ้น, ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญแบบชำระเงินล่วงหน้าจำนวน 99 ล้านหน่วย และใบสำคัญแสดงสิทธิเพิ่มเติมอีก 20 ล้านหน่วย ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายชุด โดยใบสำคัญแสดงสิทธิเหล่านี้ สามารถใช้สิทธิ์ซื้อหุ้น ได้ที่ระดับราคาระหว่าง $7.50 ถึง $9.75 ต่อหุ้น 

Democracy Defenders Fund กลุ่มที่ไม่ฝักฝ่ายการเมืองได้วิจารณ์เหตุการณ์นี้ภายใต้รัฐบาลของทรัมป์ และได้เรียกร้องให้ SEC ดำเนินการสืบสวนโดยด่วน 

Virginia Canter หัวหน้าทนายความฝ่ายต่อต้านการทุจริตของกลุ่ม ได้ตั้งคำถามขึ้นมาตรง ๆ ว่าตอนนี้เงินทั้งหมดก้อนนั้นหายไปไหน แต่ทาง SEC ก็ไม่ได้มีการตอบกลับ

ปัจจุบัน AIFC มีมูลค่าตลาดเหลือเพียง $89 ล้านเท่านั้น ในขณะที่เหรียญ​ WLFI ที่พวกเขาถือก็มีมูลค่าที่ร่วงลงอย่างมหาศาลจากหลักพันล้านเหลือแค่เพียง $412 ล้าน เท่านั้นและยังถูกกำหนดให้ล็อกเหรียญยาวไปจนถึงปี 2028

ที่มา: Cryptopolitan


มุมมองผู้เขียน : ถึงแม้กำไรของตระกูลทรัมป์ที่ทำได้จากคริปโตอาจจะมากกว่านี้จากเหรียญมีมต่างๆ แต่การที่พวกเขาปัดความรับผิดชอบในคดีของ AIFC จึงเริ่มทำให้สังคมอาจเริ่มตั้งคำถามว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะปล่อยให้ตลาดทุน กลายเป็นเครื่องมือฟอกความมั่งคั่งส่วนบุคคลของกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือไม่