สรุปข่าว
- มหากาพย์การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรกหรือการ IPO ครั้งประวัติศาสตร์ของ SpaceX ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ เตรียมเปิดฉากเริ่มซื้อขายอย่างเป็นทางการคืนนี้ ตั้งเป้าระดมทุนมหาศาลถึง 75,000 ล้านดอลลาร์
- ทุนใหญ่วอลล์สตรีทอย่าง BlackRock นำทัพควักเงินจองซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางเอกสารเผยยุทธศาสตร์หลักเน้นปักหมุดสร้างโครงสร้างพื้นฐานอวกาศ อินเทอร์เน็ตดาวเทียม และปัญญาประดิษฐ์
- นักวิเคราะห์จับตาสัญญาณเตือนภัยสภาพคล่อง พบไทม์ไลน์การยื่นเอกสารเข้าตลาดนี้ สอดคล้องกับจังหวะเงินลงทุนไหลออกจากกองทุนคริปโตรายวันกว่า 4,400 ล้านดอลลาร์ ทุบราคา Bitcoin ร่วงหลุด 60,000 ดอลลาร์
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
การเปิดตัวซื้อขายหุ้นของ SpaceX ในค่ำคืนนี้เปรียบเสมือนหลุมดำขนาดใหญ่ที่กำลังดูดซับสภาพคล่องและกระแสเงินสดออกจากสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เม็ดเงินทุนหนาจากสถาบันการเงินและกองทุนเฮดจ์ฟันด์จำเป็นต้องปรับสมดุลพอร์ตด้วยการเทขายตัดกำไรสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนเพื่อระดมทุนไปแย่งชิงสิทธิ์ซื้อหุ้นอนาคตไกลตัวนี้ แรงกดดันจากการย้ายกระแสเงินสดอาจจะส่งผลให้ตลาดคริปโตเผชิญสภาวะขาดแคลนแรงซื้อหนุน เสี่ยงพาให้ราคา Bitcoin ปรับฐานลึกลงไปอีก
การ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบริษัท SpaceX กำลังจะเริ่มซื้อขายในวันนี้ โดยบริษัท SpaceX ตั้งเป้าระดมทุนมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนี่อาจสร้างแรงกดดันต่อสภาพคล่องในตลาดคริปโต
การเสนอขายครั้งนี้ทำให้บริษัท SpaceX มีมูลค่าราว 75,000 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการ IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย โดยมีรายงานว่า แค่ BlackRock เพียงรายเดียว ก็สั่งจองหุ้นนี้มูลค่าอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว
Space Exploration Technologies Corp. ได้ยืนยันการขายหุ้น Class A จำนวน 555,555,555 หุ้น ที่ราคา 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยหุ้น SPCX จะเริ่มซื้อขายบน Nasdaq Global Select Market และ Nasdaq Texas ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน ส่วนการเสนอขายจะเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 15 มิถุนายน หากเป็นไปตามเงื่อนไขปกติ
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดสิทธิให้ผู้จัดจำหน่ายหุ้น สามารถซื้อหุ้นเพิ่มได้อีก 83,333,333 หุ้น ภายใน 30 วันในราคา IPO
รายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า BlackRock ได้สั่งซื้อหุ้นอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กองทุนยักษ์ใหญ่อีกหลายแห่งก็ส่งคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาลเช่นกัน จนความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เปิดขายอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวว่า SpaceX อาจกันหุ้น IPO ถึง 30% ไว้สำหรับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งถือว่า เป็นสัดส่วนที่สูงผิดปกติสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ระดับนี้
โดยกลุ่มผู้จัดจำหน่ายหุ้นประกอบด้วย Goldman Sachs, Morgan Stanley, BofA Securities, Citigroup, J.P. Morgan, Barclays, Deutsche Bank Securities, RBC Capital Markets, UBS Investment Bank และ Wells Fargo Securities
ในเอกสาร IPO ของบริษัท SpaceX ระบุว่า บริษัทกำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านอวกาศ (Space) , การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (Connectivity) และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
แม้ SpaceX จะโดดเด่นจากธุรกิจจรวด และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink แต่เอกสารล่าสุดก็ให้ความสำคัญกับ AI ในฐานะเครื่องยนต์การเติบโตในอนาคต ซึ่งกระแสตอบรับจากนักลงทุนยังคงร้อนแรง โดย Bloomberg รายงานว่า ราคาหุ้นในตลาดซื้อขายล่วงหน้าสูงกว่าราคา IPO มากกว่า 35%
ทั้งนี้การเข้าตลาดของบริษัทขนาดใหญ่ ก็มักจะทำให้นักลงทุนสถาบันต้องปรับพอร์ตการลงทุน และอาจดึงเม็ดเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงคริปโต
หากย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2026 ที่บริษัท SpaceX ได้ยื่นเอกสารเริ่มกระบวนการ IPO ต่อ SEC และต่อมาในวันที่ 20 พ.ค. บริษัทก็ได้ยื่นเอกสาร S-1 อย่างเป็นทางการ
ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้น กองทุน Crypto ETF ก็เผชิญกับเงินลงทุนไหลออกต่อเนื่อง 13 วันติด มูลค่ารวมกว่า 4.4 พันล้านดอลลาร์
ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของกองทุน Crypto ETP ลดจาก 158.7 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 141.1 พันล้านดอลลาร์ และราคา Bitcoin ก็ร่วงลงมากกว่า 12% ภายในเวลาหนึ่งเดือน

ที่มา: CoinGlass
ต่อมาในช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลัง SpaceX เริ่มโรดโชว์ให้นักลงทุน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน กระแสความต้องการซื้อหุ้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเริ่มโรดโชว์ มูลค่าตลาดคริปโตก็ร่วงลงเหลือ 2.17 ล้านล้านดอลลาร์ โดยลดลงถึง 48% จากจุดสูงสุดของปี 2025 ที่ 4.2 ล้านล้านดอลลาร์
และในวันที่ 5 มิถุนายน ราคา Bitcoin ก็ร่วงหลุดระดับ 60,000 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 คิดเป็นการปรับตัวลงราว 20% จากวันที่ SpaceX ยื่นเอกสาร S-1

ที่มา: CoinGecko
นักวิเคราะห์บางส่วนจึงกังวลว่า ในระยะสั้นอาจเกิดการโยกเงินออกจากตลาดคริปโตเพื่อเข้าลงทุนใน SpaceX ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อสภาพคล่อง และราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลได้ แม้จะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นสาเหตุโดยตรงก็ตาม
ที่มา : dailycoin
มุมมองผู้เขียน : การที่อีลอน มัสก์ เปิดช่องให้รายย่อยเข้าร่วมลงทุนได้ถึง 30% กลายเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เม็ดเงินจากฝั่งคริปโต ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นแบบดั้งเดิมเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในหุ้นเทคโนโลยีระดับโลก

