สรุปข่าว
- Grayscale เผยรายชื่อ 15 โปรเจกต์คริปโตที่สร้างรายได้สูงที่สุดในรอบ 12 เดือน พร้อมมองว่าหลายเหรียญยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น หากวัดจากความสามารถในการสร้างรายได้
- โปรเจกต์ที่ถูกที่สุด ได้แก่ Pump.fun, PancakeSwap, Meteora และ Collector Crypt ซึ่งมี Revenue Multiple เพียง 1 เท่า ขณะที่ Hyperliquid ครองแชมป์ด้านรายได้สูงสุด
- Grayscale เชื่อว่า CLARITY Act ของสหรัฐฯ อาจเป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าของโปรเจกต์กลุ่ม DeFi และโครงสร้างพื้นฐานคริปโตในรอบถัดไป
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Grayscale กองทุนคริปโตระดับโลก เปิดเผยรายชื่อ 15 โปรเจกต์คริปโตที่สร้างรายได้สูงที่สุดในรอบปี พร้อมชี้ว่าหลายโปรเจกต์ยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน เมื่อวัดด้วยตัวชี้วัด Revenue Multiple โดย Hyperliquid ครองแชมป์ด้านรายได้ ขณะที่ Pump.fun, PancakeSwap, Meteora และ Collector Crypt ถูกจัดเป็นกลุ่มที่ “ราคาถูกที่สุด” จากค่า Multiple เพียง 1 เท่า นอกจากนี้ Grayscale ยังมองว่า นักลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการไล่ตามกระแส มาสนใจรายได้และกระแสเงินสดของโปรเจกต์มากขึ้น และหากร่างกฎหมาย CLARITY Act ผ่านการอนุมัติ ก็อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้โปรเจกต์กลุ่ม DeFi และโครงสร้างพื้นฐานคริปโตได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ในระยะถัดไป
Grayscale กองทุนคริปโตระดับโลกที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเบอร์หนึ่งของวงการ เผยบทวิเคราะห์ล่าสุด จัดอันดับ 15 โปรเจกต์คริปโตที่สร้างรายได้สูงที่สุดในรอบ 12 เดือน พร้อมชี้ว่า หลายโปรเจกต์ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แม้จะสามารถสร้างรายได้และกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่ง จึงอาจเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสายปัจจัยพื้นฐาน
การจัดอันดับของ Grayscale ใช้ตัวชี้วัด Revenue Multiple ซึ่งคำนวณจากการนำ มูลค่าตลาดมาเปรียบเทียบกับ รายได้ของโปรโตคอลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยยิ่งค่า Multiple ต่ำเท่าไร ก็ยิ่งสะท้อนว่าตลาดอาจยังตีมูลค่าโปรเจกต์ต่ำกว่าศักยภาพในการสร้างรายได้ และมีโอกาสได้รับการประเมินมูลค่าใหม่ หากปัจจัยพื้นฐานยังเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับอันดับหนึ่งของปีนี้คือ Hyperliquid (HYPE) ซึ่งสร้างรายได้สูงถึง 871 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่มีมูลค่าตลาดประมาณ 13,456 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น Revenue Multiple 15 เท่า
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ “ความถูก” ของราคาเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่ Pump.fun (PUMP), PancakeSwap (CAKE), Meteora (MET) และ Collector Crypt (CARDS) ต่างมี Revenue Multiple เพียง 1 เท่า ซึ่งหมายความว่า มูลค่าตลาดของโปรเจกต์แทบจะเท่ากับรายได้ที่สร้างได้ตลอดทั้งปี นับเป็นระดับที่พบได้ไม่บ่อยในธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงเติบโต
นอกจากนี้ Grayscale ยังจัดให้ Raydium (3 เท่า), Lido Finance (3 เท่า), Aerodrome (4 เท่า), Sky (5 เท่า), Jupiter (6 เท่า), Ether.fi (6 เท่า), Lighter (8 เท่า) และ Aave (9 เท่า) เป็นอีกกลุ่มที่ยังมีระดับมูลค่าน่าสนใจ เมื่อเทียบกับรายได้ที่สร้างได้ในปัจจุบัน
Zach Pandl หัวหน้านักวิเคราะห์ของ Grayscale กล่าวว่า วิธีประเมินมูลค่าคริปโตกำลังเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วย “ความคาดหวัง” ไปสู่การให้ความสำคัญกับ “รายได้และกระแสเงินสด” มากขึ้น หลังจากหลายโปรเจกต์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่านช่วงตลาดหมีที่ยาวนาน
อีกปัจจัยที่ Grayscale จับตาอย่างใกล้ชิดคือ CLARITY Act ร่างกฎหมายของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายสร้างกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งบริษัทคาดว่าอาจผ่านการรับรองได้เร็วที่สุดภายในเดือนหน้า
หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ โปรเจกต์เกือบทั้งหมดในรายชื่อ 15 อันดับมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์โดยตรง เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม DeFi, Oracle, โครงสร้างพื้นฐานด้าน Staking และผู้ให้บริการสภาพคล่อง ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของกิจกรรมบนเครือข่ายและการเข้ามาของเงินทุนจากสถาบัน
มุมมองผู้เขียน: ตัวชี้วัด Revenue Multiple ที่ Grayscale เลือกใช้ มีหลักการใกล้เคียงกับการใช้ ค่า P/E หรือ Price-to-Earnings Ratio ในตลาดหุ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินว่ามูลค่าปัจจุบันของโปรเจกต์สอดคล้องกับความสามารถในการสร้างรายได้หรือไม่ ทำให้นักลงทุนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า โปรเจกต์ใดยังถูกประเมินมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และโปรเจกต์ใดที่ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว
ที่มา:grayscale

