สรุปข่าว
- เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2026 ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียงให้ยกเลิกบรรทัดฐานทางกฎหมายเก่าแก่ 91 ปีอย่าง Humphrey’s Executor
- สิ่งนี้เป็นการเปิดทางให้ประธานาธิบดีกลับมามีอำนาจสามารถสั่งปลดหัวหน้าหน่วยงานอิสระส่วนใหญ่ได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเหตุผล ยกเว้นแค่ประธานเฟด
- คำตัดสินนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโต CLARITY Act เนื่องจากได้ทำลายข้อต่อรองของพรรคเดโมแครตจนแทบจะพังพินาศ
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ทำการยกเลิกบรรทัดฐานทางกฎหมาย Humphrey’s Executor ส่งผลให้ประธานาธิบดีได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งปลดกรรมการในหน่วยงานอิสระแทบทั้งหมด เช่น SEC และ CFTC ได้ตามความพอใจ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อการพิจารณาร่างกฎหมาย CLARITY Act โดยตรง
ตลอดระยะเวลา 91 ปีที่ผ่านมา คำตัดสิน Humphrey’s Executor เมื่อปี 1935 ที่เคยปกป้องผู้บัญชาการหน่วยงานอิสระจากการถูกไล่ออกโดยไม่จำเป็นมากเกือบ 100 ปี กำลังจะต้องสิ้นสุดลงหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ ประกาศคำตัดสินใหม่เมื่อไม่นานมานี้
รายงานจากต่างประเทศเปิดเผยว่า ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีการรับรองสิทธิ์ดังกล่าวซึ่งจะส่งผลทำให้ถัดจากนี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมามีอำนาจในการสั่งปลดผู้บัญชาการหน่วยงานอิสระได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายถึงเหตุผล
ด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 เสียง ฝ่ายตุลาการฝั่งอนุรักษนิยมของศาลฎีกาได้พิพากษารับรองสิทธิ์ของทรัมป์ในการปลด Rebecca Slaughter กรรมการ FTC จากพรรคเดโมแครต พร้อมทั้งชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ประธานาธิบดีมีสิทธิ์ที่จะเลิกจ้างกรรมการของหน่วยงานอื่นๆ ได้ตามความพอใจ โดยมีข้อยกเว้นเพียงคณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (ประธานเฟด) เท่านั้น
ที่น่าสนใจเลยก็คือ คดีล่าสุดที่เป็นต้นตอของอำนาจใหม่ในครั้งนี้ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับวงการคริปโตอีกด้วย เนื่องจากสามีของ Slaughter ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายนโยบายของ Paradigm ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมคริปโต โดยตำแหน่งงานดังกล่าวทำให้สามีภรรยาคู่นี้มีเงินทุนสนับสนุนในการยื่นฟ้องและต่อสู้คดีขึ้นไปจนถึงชั้นศาลฎีกา
แต่สิ่งที่เป็นประเด็นหลักที่ต้องจับตาคือ ความสามารถของทรัมป์ในการสั่งปลดประธาน SEC และ CFTC สองหน่วยงานที่ขณะนี้กำลังกำกับดูแลตลาดคริปโตอยู่ได้แบบฟ้าผ่า
สะเทือนถึง CLARITY Act
แม้จะดูเหมือนข่าวร้ายแต่โชคยังดีที่ว่าประธานของทั้งสองหน่วยงานในตอนนี้ไม่ได้มีปัญหากับทรัมป์และทั้งคู่ก็พร้อมที่จะผลักดันกฎหมายคริปโตให้สามารถเดินหน้าต่อได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์เคยกำชับไว้
สถานการณ์ปัจจุบันในตอนนี้จึงกลายเป็นว่าฝั่งคริปโตกำลังจะได้เปรียบอย่างมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องของมติการโหวตผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่ใกล้จะถึงจุดชี้ชะตา
เดิมที สส./สว. ฝั่งเดโมแครตยื่นเงื่อนไขว่าจะไม่โหวตหนุนกฎหมายนี้ จนกว่าทรัมป์ จะยอมแต่งตั้งคนของพรรคเข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานทั้งสองเพื่อคานอำนาจ ไม่ให้ฝั่งรีพับลิกันคุมเบ็ดเสร็จ แต่ด้วยอำนาจใหม่นี้ต่อให้มีการแต่งตั้งเข้าไปทรัมป์ก็สามารถสั่งปลดเมื่อไรก็ได้ทำให้อำนาจต่อรองแทบจะกลายเป็นศูนย์
อย่างไรก็ตาม พรรคเดโมแครตยังคงมีเงื่อนไขค้างคาไว้อยู่ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทำให้ CLARITY Act หยุดชะงัก โดยกฎหมายนี้ต้องมีข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่เข้มงวด เพื่อจำกัดหรือห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงตัวประธานาธิบดีหาผลประโยชน์จากธุรกิจคริปโตส่วนตัว
ปัจจุบันผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นพ้องตรงกันว่า ต้องผ่านร่างกฎหมายนี้ให้ได้ภายในต้นเดือนสิงหาคม 2026 หากลากยาวเกินกว่านั้น กฎหมายจะตกไปทันทีเนื่องจากสภาคองเกรสจะต้องเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ที่มา: Decrypt
มุมมองผู้เขียน : การสูญเสียอำนาจคานของพรรคเดโมแครตอาจช่วยเร่งให้เกิดการดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ได้เร็วขึ้น ทว่ากุญแจสำคัญคือฝั่งรีพับลิกันจะยอมแลกข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่รัดกุมเพื่อปิดจ๊อบกฎหมายนี้ให้ทันเส้นสิงหาคม 2026 หรือไม่

