สรุปข่าว
- Nigel Farage ผู้นำพรรค Reform UK และพันธมิตรคนสำคัญของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ พร้อมลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมในเขต Clacton เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์
- ต้นตอของปัญหาคือ การที่เขาถูกคณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานรัฐสภาสอบสวน กรณีรับเงิน “ของขวัญ” มูลค่า 5 ล้านปอนด์ หรือราว 223 ล้านบาท จากมหาเศรษฐีคริปโต Christopher Harborne ที่พำนักอยู่ในไทย
- พรรค Reform UK เพิ่งพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมติดต่อกันถึง 3 ครั้ง สะท้อนสัญญาณคะแนนนิยมเริ่มเข้าสู่ขาลง แม้ก่อนหน้านี้จะนำโพลทิ้งห่างทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องการเมืองภายในอังกฤษที่เกี่ยวโยงกับบุคคลในวงการคริปโตเพียงทางอ้อม ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่า จะกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง แต่ต้องจับตาต่อว่าการสอบสวนเส้นทางการเงินจะลุกลามไปแตะต้องชื่อเสียงของนักลงทุนคริปโตรายอื่นในอังกฤษหรือไม่ หากมีการเปิดโปงเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงินบริจาคคริปโตในวงการเมือง อาจกลายเป็นแรงกดดันเชิงลบต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมในระยะสั้น
Nigel Farage ผู้นำพรรค Reform U.K. และพันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมประกาศสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง หลังเผชิญข้อกล่าวหาอื้อฉาวเกี่ยวกับการรับเงินบริจาคคริปโตมูลค่าหลายล้านดอลลาร์
โดย Nigel Farage แถลงการณ์ผ่านการออกอากาศโดยไม่มีการเปิดโอกาสให้ซักถามว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ผมไม่ได้ละเมิดกฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่ได้ใช้เงินภาษีของประชาชนในทางที่ผิด”
ชนวนเหตุของการลาออกครั้งนี้ เกิดจากการที่ Nigel Farage กำลังถูก คณะกรรมการตรวจสอบมาตรฐานของรัฐสภาอังกฤษ สอบสวนกรณีการรับเงิน “ของขวัญ” มูลค่าสูงถึง 5 ล้านปอนด์ ประมาณ 6.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 223 ล้านบาท จาก Christopher Harborne นักธุรกิจชาวอังกฤษผู้เป็นมหาเศรษฐีด้านคริปโตซึ่งพำนักอยู่ในประเทศไทย
นอกจากนี้ สส. ฝั่งตรงข้ามยังพยายามเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม เกี่ยวกับเงินบริจาคที่เขาได้รับจาก George Cottrell นักธุรกิจผู้ประกอบกิจการพนันคริปโตระดับอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเคยมีประวัติรับโทษจำคุกในคดีฉ้อโกงที่สหรัฐฯ มาก่อน
ซึ่งการสอบสวนเหล่านี้ อาจส่งผลให้ Nigel Farage ถูกสั่งพักงาน หรือถูกไล่ออกจากรัฐสภา เขาจึงเลือกที่จะชิงลาออกก่อน เพื่อเปิดทางให้เกิดการเลือกตั้งซ่อมในเขต Clacton ทางตะวันออกของอังกฤษ
โดยเขากล่าวว่า “ประชาชนใน Clacton ควรจะเป็นผู้ตัดสินการกระทำของผม นี่จะเป็นศึกเลือกตั้งซ่อมระหว่างประชาชนกับกลุ่มอำนาจเก่า และผมจะสู้เพื่อชัยชนะ”

เส้นทางการเมืองที่สั่นคลอน และผลกระทบต่อพรรค Reform UK
แม้ว่า Nigel Farage จะชนะการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ แต่กระบวนการตรวจสอบทางจริยธรรมของรัฐสภาก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ซึ่งการขุดคุ้ยเรื่องเส้นทางการเงินของเขาได้ดับฝัน และลดทอนความเชื่อมั่นในตัวนักการเมืองรายนี้อย่างมาก
หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกยกให้เป็นตัวเต็งที่มีสิทธิ์ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งต่อไป โดยปัจจุบันพรรคต่อต้านผู้อพยพของ Nigel Farage ครองเก้าอี้เพียง 8 ที่นั่งจากทั้งหมด 650 ที่นั่งในสภาสามัญชน แต่กลับมีคะแนนนิยมในโพล นำห่างพรรครัฐบาลอย่างพรรคแรงงาน และพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างพรรคอนุรักษนิยมมาโดยตลอด
พรรค Reform UK เคยประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาคเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนส่งผลให้ Keir Starmer ถูกกดดันและให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยพรรคแรงงานของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังมานี้พรรคของ Nigel Farage กลับพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งซ่อมติดต่อกันถึง 3 ครั้งรวด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคะแนนนิยมของพรรคอาจเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง
โดยเป็นการพ่ายแพ้ให้กับ Andy Burnham จากพรรคแรงงาน ผู้ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก Keir Starmer ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้”
Daniel Greenberg คณะกรรมาธิการด้านมาตรฐานรัฐสภา กำลังเดินหน้าตรวจสอบเงินจำนวน 5 ล้านปอนด์ที่ Nigel Farage ได้รับ โดย Nigel Farage อ้างว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็น “ของขวัญส่วนตัว” ที่เขาได้นำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนด้านการรักษาความปลอดภัยของตนเอง และย้ำว่า เขาได้รับเงินก้อนนี้มาก่อนที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามานั่งในสภาสามัญชนเสียด้วยซ้ำ
การสูญเสียผู้นำอย่าง Nigel Farage ไปในรอบนี้ ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับพรรค Reform UK ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวทางการเติบโตในลักษณะเดียวกับทรัมป์ในสหรัฐฯ
โดยที่ผ่านมา Nigel Farage สร้างชื่อและโกยคะแนนเสียงมาจากการเล่นกับความกังวลของประชาชนในเรื่อง ผู้ย้ายถิ่นฐานที่ลักลอบข้ามช่องแคบอังกฤษด้วยเรือลำเล็ก ซึ่งเขาเคยใช้ถ้อยคำรุนแรงรณรงค์หาเสียงโดยเปรียบเปรยพฤติกรรมดังกล่าวว่า เป็นเหมือน “การรุกรานประเทศ”
ที่มา : the-express
มุมมองผู้เขียน : เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า เงินคริปโตเริ่มแทรกซึมเข้าไปในสนามการเมืองระดับสูงของหลายประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต่างจากที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ กับทรัมป์

