สรุปข่าว
- Brian Armstrong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coinbase ระบุว่าระบบการเงินแบบดั้งเดิมทำให้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกพลาดโอกาสทำกำไรจากการเติบโตของดัชนี S&P 500 ซึ่งพุ่งขึ้นถึง 75% ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และความซับซ้อนของนายหน้า
- เพื่อแก้ไขปัญหานี้ Coinbase ได้เปิดตัวแนวคิด Everything Exchange พร้อมเริ่มให้บริการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคนที่อ้างอิงกับหุ้นจริงในอัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งสำหรับผู้ใช้งานนอกสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ได้ผ่านสมาร์ตโฟน
- ในขณะเดียวกันสถาบันการเงินดั้งเดิมอย่าง DTCC รวมถึง JPMorgan และ BlackRock ก็กำลังเร่งปรับตัวและทดสอบการนำกองทุน ETF มาไว้บนบล็อกเชนเพื่อรับมือกับเทรนด์สินทรัพย์โลกจริงหรือ RWA ที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดพุ่งทะลุระดับ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
เนื่องจากความพยายามในการเชื่อมโยงตลาดหุ้นระดับโลกเข้ากับเครือข่ายบล็อกเชนจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนรายย่อยให้เข้ามาหมุนเวียนในระบบนิเวศคริปโตเคอร์เรนซีและผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด
Brian Armstrong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Coinbase ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมในระบบการเงินโลก โดยเขาระบุว่าในขณะที่ดัชนี S&P 500 ของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกากำลังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุระดับ 7,534 จุดและเติบโตขึ้นกว่า 75% ในรอบห้าปีที่ผ่านมา แต่กลับมีเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์นี้ ผู้คนอีกหลายพันล้านคนในประเทศกำลังพัฒนาต้องถูกตัดขาดจากตลาดทุนระดับโลกเนื่องจากกำแพงทางกฎหมาย ข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ และความยุ่งยากของระบบนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่ทำให้พวกเขาหมดโอกาสลงทุนในบริษัทชั้นนำอย่างแท้จริง
เพื่อทลายข้อจำกัดดังกล่าว Coinbase จึงได้ตัดสินใจเปิดตัวบริการซื้อขายสินทรัพย์ครอบจักรวาลหรือ Everything Exchange ขึ้นมา โดยเมื่อเดือนที่แล้วทางแพลตฟอร์มได้เริ่มนำเสนอการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคนดิจิทัลสำหรับผู้ใช้งานนอกสหรัฐอเมริกา แนวคิดหลักคือการตัดตัวกลางในวอลล์สตรีทออกไปและเปิดโอกาสให้ทุกคนทั่วโลกสามารถใช้เพียงสมาร์ตโฟนที่มีอินเทอร์เน็ตเพื่อซื้อหุ้นระดับโลกอย่าง Apple หรือ Nvidia ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของหุ้น พร้อมทั้งยังได้รับเงินปันผลจริงตามสัดส่วนการถือครองเนื่องจากโทเคนเหล่านี้มีหุ้นจริงหนุนหลังอยู่แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้ถูกต่อต้านจากวอลล์สตรีทอีกต่อไป แต่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กลับพยายามกระโดดเข้ามาเป็นผู้นำเทรนด์ด้วยตัวเอง ล่าสุดบริษัทตัวแทนชำระบัญชีระดับโลกอย่าง DTCC ได้จับมือกับ JPMorgan และ BlackRock เพื่อทดสอบระบบการโอนย้ายกองทุน ETF หุ้นไปไว้บนโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคนดิจิทัลหรือ RWA ที่ปัจจุบันมีมูลค่าทะลุ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับการที่วุฒิสภาสหรัฐอเมริกากำลังผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act เข้าสู่การลงมติขั้นสุดท้าย ปัจจัยเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการแปลงหุ้นเป็นโทเคนกำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่บริษัทนายหน้าดั้งเดิมอาจต้องสูญเสียอำนาจผูกขาดที่ถือครองมานานนับศตวรรษ
ที่มา: X
มุมมองส่วนตัวประเมินว่าการออกมาเป็นกระบอกเสียงของ Brian Armstrong เป็นการประกาศสงครามครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ของการลงทุนไปตลอดกาล การผลักดันวิสัยทัศน์ Everything Exchange ไม่ได้เป็นเพียงการขยายธุรกิจของ Coinbase เท่านั้น แต่คือการปฏิวัติเพื่อนำอำนาจทางการเงินกลับคืนสู่มือของผู้คนทั่วโลก การที่คุณและนักลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาสามารถเข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาได้โดยตรงผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนจะสร้างแรงกระเพื่อมมหาศาลต่อการกระจายความมั่งคั่ง ในขณะเดียวกันการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทเริ่มขยับตัวเข้ามาทดสอบระบบบล็อกเชนก็เป็นการยืนยันแล้วว่าเทคโนโลยีนี้คืออนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่คุณควรจับตาดูต่อไปคือความชัดเจนทางกฎหมายจากร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งหากผ่านการอนุมัติก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูให้เม็ดเงินระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

