bitkub-banner

Tom Lee ชี้ 2 เหตุผลหลักที่ทำให้ Ethereum คือกุญแจสำคัญสำหรับอนาคตของ AI

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Tom Lee ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat เชื่อมั่นว่า Ethereum กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับเทคโนโลยี AI คลื่นลูกใหม่ ในขณะที่นักลงทุนเริ่มย้ายเงินออกจากกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังอยู่ในช่วงปรับฐานราคา
  • สองเหตุผลหลักที่ AI และบล็อกเชนต้องทำงานร่วมกันคือ AI ต้องการระบบที่ปลอดภัยในการทำธุรกรรมอัตโนมัติ และผู้ใช้งานยุคใหม่เริ่มหมดความไวใจที่จะฝากข้อมูลไว้กับรัฐบาลหรือบริษัทยักษ์ใหญ่
  • มุมมองนี้ยังได้รับการตอกย้ำจากการเติบโตของ Robinhood Chain ที่ใช้ ETH จ่ายค่าธรรมเนียม รวมถึงกองทุน BUIDL ของ BlackRock ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบนิเวศได้อย่างแข็งแกร่ง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากมุมมองของนักวิเคราะห์ระดับโลกช่วยยืนยันความสำคัญของ Ethereum ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยี AI ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนสถาบันและรายย่อย

Tom Lee ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat ได้ออกมาแสดงความมั่นใจว่า Ethereum ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญสำหรับยุคต่อไปของ AI ไปแล้ว โดยเขามองเห็นเทรนด์ที่นักลงทุนเริ่มย้ายเงินทุนออกจากกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ราคากำลังร้อนแรงเกินไปและเริ่มมีการปรับฐาน

เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาของ Ethereum กลับทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นกลุ่มหน่วยความจำคอมพิวเตอร์หรือ DRAM ถึง 55% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งความน่าสนใจนี้ยังช่วยดึงดูดให้มีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุน Spot ETF อย่างเช่นกองทุน ETHA ของ BlackRock อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยผ่านจดหมายที่เขาส่งถึงผู้ถือหุ้นของ BitMine Immersion Technologies ซึ่งเขานั่งเป็นประธานบอร์ดอยู่ สิ่งที่น่าสังเกตคือ BitMine ได้สะสม Ethereum ไว้ในบริษัทมากถึง 5.77 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 4.8% ของซัพพลายทั้งหมดบนโลก ทำให้บริษัทนี้กลายเป็นผู้ถือครอง Ethereum ระดับองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลก และแน่นอนว่าตัวเขาเองก็จะได้ประโยชน์เต็มที่หากราคาเติบโตตามที่คาดไว้

ในจดหมายนั้น เขาได้ให้เหตุผล 2 ข้อที่ทำให้ AI กับบล็อกเชนต้องรวมเป็นระบบนิเวศเดียวกัน

ข้อแรกคือ AI ต้องการกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เมื่อระบบ AI สามารถทำธุรกรรมและโอนเงินได้เองโดยไม่ต้องใช้คน มันก็จำเป็นต้องมีระบบหลังบ้านที่ปลอดภัยและไม่มีใครเข้าไปแทรกแซงแก้ไขข้อมูลได้ ซึ่ง Ethereum ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ข้อสองคือวิกฤตด้านความไว้วางใจ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท ผู้คนมักจะไม่อยากฝากข้อมูลสำคัญหรือเงินไว้กับรัฐบาล ธนาคาร หรือบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เครือข่ายบล็อกเชนแบบกระจายศูนย์จึงเป็นทางออกที่ดูเป็นกลางและช่วยปกป้องสิทธิ์ของผู้ใช้งานได้ดีที่สุด

นอกจากประเด็นเรื่อง AI แล้ว Ethereum ยังได้รับการยอมรับจากโลกการเงินดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อย ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Robinhood Chain ที่เลือกใช้ ETH ในการจ่ายค่าธรรมเนียมธุรกรรมทั้งหมด หรือกองทุน BUIDL ของ BlackRock ที่ตอนนี้มีมูลค่าพุ่งทะลุ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐไปแล้ว รวมถึงการที่ JPMorgan เริ่มย้ายโปรดักส์ของตัวเองมาทำงานบนเครือข่าย Ethereum ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ Lee จึงมองว่าการที่นักลงทุนรายย่อยพากันเทขายคริปโตในช่วงนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เขาเปรียบเทียบว่ากราฟของ Ethereum ในตอนนี้มีลักษณะคล้ายกับช่วงแรกเริ่มของ Amazon ที่ราคาอาจจะดูนิ่ง ๆ หรือน่าเบื่อ แต่ความจริงแล้วมันกำลังสะสมพลังเพื่อรอการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต

ที่มา: X


มุมมองส่วนตัวประเมินว่าบทวิเคราะห์ของ Tom Lee ถือเป็นการจับคู่สองเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว การมองว่า AI ต้องการบล็อกเชนเพื่อเป็นระบบการเงินที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือนั้นเป็นแนวคิดที่สมเหตุสมผล แม้ว่าเขาจะมีส่วนได้ส่วนเสียจากการที่บริษัทของเขาถือครอง Ethereum จำนวนมหาศาลก็ตาม แต่การสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง BlackRock และ JPMorgan ก็เป็นหลักฐานชั้นดีที่ยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานนี้กำลังถูกใช้งานจริง หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว การมองข้ามความผันผวนระยะสั้นและโฟกัสไปที่การใช้งานจริงระดับองค์กรจะช่วยให้คุณมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ได้ชัดเจนขึ้น