สรุปข่าว
- ตลาดเริ่มให้น้ำหนักว่า Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ อาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุรุนแรงอีกครั้ง
- โอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จากที่ตลาดคาดไม่ถึง 10% เมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 36% ภายในวันศุกร์ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบ 18 เดือน
- Kevin Warsh เลือกแนวทางไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า ตัดสินใจตามข้อมูลจริง ณ ขณะนั้น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางผ่อนคลายของเฟดตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
แนวโน้มส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish
การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมแพงขึ้นและเงินในระบบหมุนเวียนได้ยากขึ้น ซึ่งมักจะส่งผลกระทบและกดดันสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตในระยะสั้น ดังนั้นหากเฟดใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินจริงในการประชุมรอบนี้ นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์เสี่ยงอยู่อาจจะต้องเตรียมรับมือกับแรงเทขายที่เพิ่มสูงขึ้น
ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่า Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ อาจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินสัปดาห์นี้ สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง จนทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะกลับมากดดันเงินเฟ้อ
การประชุม Fed จะเริ่มขึ้นในวันอังคารนี้ และถือเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ของ Kevin Warsh ในฐานะประธาน Fed โดยเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ตลาดฟิวเจอร์สยังให้โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไว้ที่เพียงไม่ถึง 10% แต่ภายในวันศุกร์ ความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นเป็น 36%
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายในเดือนกันยายน และอาจมีการขึ้นเพิ่มอีก 1-2 ครั้ง ภายใน 9 เดือนข้างหน้า
นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ราคาน้ำมันก็ผันผวนอย่างหนัก เนื่องจากสหรัฐฯ และอิหร่านมีการสลับกัน ระหว่างช่วงหยุดยิงชั่วคราว กับการเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่
ก่อนหน้านี้ นักลงทุนเชื่อว่า หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ผลกระทบต่อเงินเฟ้อน่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แม้ว่าจะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของโลก แต่เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ความเชื่อนั้นก็เริ่มสั่นคลอน นักลงทุนพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลง และอัตราผลตอบแทน (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น
โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน ส่วนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของเยอรมนีและฝรั่งเศส ก็ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 15 ปีเช่นกัน
โดยทั่วไป การที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond Yield) ปรับตัวสูงขึ้น มักเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดกำลังมองว่า อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องและลากยาวไปอีกนาน
นอกจากนี้ อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Fed อาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย คือ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดของสหรัฐฯ อย่าง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ปี 1969 แม้อัตราเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค (CPI) จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.5% ในเดือนมิถุนายน แต่ก็ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดมาก เจ้าหน้าที่เฟดจึงอาจไม่อยากนิ่งนอนใจในขณะที่เศรษฐกิจยังแข็งแรง การจ้างงานยังดีการเลิกจ้างต่ำ และราคาน้ำมันพุ่งสูง
Kevin Warsh ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า
Kevin Warsh มีแนวทางแตกต่างจากประธาน Fed คนก่อน ๆ โดยเขาไม่ต้องการให้ตลาดรู้ทิศทางนโยบายล่วงหน้า แล้วหันกลับมาตัดสินใจนโยบายตามข้อมูลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ณ ตอนนั้นแทน
เขาเคยกล่าวต่อสภาคองเกรสว่า “หากเราตัดสินใจนโยบายได้ถูกต้อง ซึ่งเราจะทำได้แน่นอน เงินเฟ้อที่พุ่งสูงตลอด 5 ปีที่ผ่านมาจะกลายเป็นเพียงเรื่องในอดีต”
อย่างไรก็ตาม Kevin Warsh ไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติม โดยเขายังไม่เปิดเผยว่าใช้ดัชนีเงินเฟ้อตัวใด หรือเชื่อมั่นในข้อมูลเศรษฐกิจชุดไหนมากที่สุด แต่กลับสั่งตั้งคณะทำงานภายใน เพื่อศึกษาวิจัยประเด็นเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับแนวทางผ่อนคลายของเฟดตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
- ที่มา : cryptopolitan
- ที่มาภาพ : foxbusiness
มุมมองผู้เขียน : ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงในรอบนี้ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงคงเจอแรงเทขายระยะสั้นแน่นอน ใครที่ถือสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ตอนนี้ คงต้องติดตามสถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และราคาน้ำมันควบคู่กันไปอย่างใกล้ชิด เพราะดูเหมือนสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ยเฟดไปอีกพักใหญ่

