สรุปข่าว
- JPMorgan เตือนว่า โอกาสที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะผ่านวุฒิสภาสหรัฐฯ ภายในปี 2026 กำลังลดลง หลังยังมีข้อขัดแย้งหลายประเด็นที่หาข้อสรุปไม่ได้
- ตลาดคาดการณ์มองโอกาสผ่านกฎหมายเหลือเพียง 37% บน Kalshi และ 26% บน Polymarket ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี
- หากกฎหมายผ่าน จะช่วยเปิดทางให้เงินทุนสถาบันไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น แต่ความล่าช้าอาจกดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไป
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
JPMorgan เตือนว่าโอกาสที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะผ่านวุฒิสภาสหรัฐฯ ภายในปีนี้กำลังลดลง หลังยังติดข้อขัดแย้งทั้งเรื่อง Stablecoin, DeFi, กฎจริยธรรม และมาตรการป้องกันเงินผิดกฎหมาย จนตลาดคาดการณ์ประเมินโอกาสผ่านเหลือเพียง 37% บน Kalshi และ 26% บน Polymarket ความล่าช้านี้อาจกดดันความเชื่อมั่นและชะลอเงินทุนสถาบันที่รอความชัดเจน แต่หากกฎหมายกลับมาเดินหน้าได้ในเดือนกันยายน ก็อาจกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสภาพคล่องและตลาดคริปโตในรอบถัดไป
นักวิเคราะห์ JPMorgan สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เตือนว่า โอกาสที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act จะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐฯ ภายในปีนี้กำลังลดลง และอาจกลายเป็นปัจจัยลบที่กดดันตลาดคริปโตต่อไป แม้ตัวร่างกฎหมายโดยรวมจะช่วยสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบและเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันเข้าสู่ตลาดมากขึ้นก็ตาม
รายงานของ JPMorgan เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ระบุว่า ความล่าช้าของร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงุทน ซึ่งข้อมูลจาก Prediction Market สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยพบว่า โอกาสที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะผ่านภายในปีนี้ลดลงเหลือ 37% บน Kalshi และ 26% บน Polymarket ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี
Nikolaos Panigirtzoglou หนึ่งในทีมวิเคราะห์ของ JPMorgan ระบุว่า อุปสรรคไม่ได้มีเพียงเวลาพิจารณาที่เหลือน้อยเต็มที แต่ยังมีข้อขัดแย้งหลายประการที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทั้งกฎจริยธรรม อำนาจบังคับใช้กฎหมาย ผลตอบแทนจาก Stablecoin การกำกับดูแล DeFi และมาตรการป้องกันเงินทุนผิดกฎหมาย
CLARITY Act เป็นร่างกฎหมายที่กำหนดโครงสร้างกำกับดูแลตลาดคริปโต โดยแบ่งอำนาจระหว่างหน่วยงานกำกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (CFTC) กับหน่วยงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC)
JPMorgan มองว่า หากกฎหมายฉบับนี้ผ่าน จะช่วยเร่งการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนักลงทุนสถาบัน ดึงธุรกรรมจาก Offshore Market หรือตลาดนอกสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ระบบที่อยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ และลดอุปสรรคสำหรับบริษัทหลักทรัพย์ ศูนย์ซื้อขาย ผู้ดูแลสภาพคล่อง ผู้รับฝากสินทรัพย์ และธนาคารที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจคริปโต
อย่างไรก็ตาม เนื้อหาบางส่วนอาจให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม โดยเฉพาะการเปิดช่องให้ DeFi ซื้อขาย Tokenized Securities และ Tokenized Derivatives หรือหลักทรัพย์และอนุพันธ์ที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปโทเคน โดยอาจอยู่นอกอำนาจกำกับของ SEC และ CFTC
อีกข้อกังวลคือ การอนุญาตให้ธุรกิจคริปโตให้บริการใกล้เคียงธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ แต่ไม่ต้องปฏิบัติตาม Anti-Money Laundering (AML) ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการฟอกเงินอย่างเข้มงวดเท่ากับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม ช่องว่างนี้อาจทำให้นักลงทุนสถาบันกังวลเรื่องความเสี่ยงทางกฎหมายและชะลอการนำเงินเข้าสู่ตลาด
JPMorgan ยังเตือนว่า ยิ่งกฎหมายล่าช้า เทคโนโลยี Tokenization หรือการนำสินทรัพย์ในโลกจริงมาแปลงเป็นโทเคนบนบล็อกเชน อาจถูกดึงเข้าไปอยู่ในระบบการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น แทนที่จะเติบโตบนเครือข่ายคริปโตสาธารณะ
ความกังวลดังกล่าวสอดคล้องกับ Crypto Council for Innovation ซึ่งเรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งผ่านกฎหมาย พร้อมเตือนว่า ความล่าช้าอาจทำให้ประเทศสูญเสียความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและกฎระเบียบให้กับชาติอื่น รวมถึงอาจกระทบต่อบทบาทของเงินดอลลาร์ในระยะยาว
ด้านความคืบหน้าล่าสุด ส.ว. Thom Tillis และ ส.ว. Ruben Gallego ได้เสนอแนวทางประนีประนอมเรื่องกฎจริยธรรมต่อทำเนียบขาว เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเฉพาะข้อห้ามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจคริปโต
แต่เวลาที่เหลือมีจำกัด เนื่องจากวุฒิสภาจะเข้าสู่ช่วงพักร้อนตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ขณะที่ John Thune ผู้นำวุฒิสภาระบุว่า จะให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายฉบับอื่นก่อน ทำให้ CLARITY Act มีแนวโน้มถูกเลื่อนไปพิจารณาอีกครั้งในเดือนกันยายน 2026
สำหรับตลาดคริปโต ความล่าช้านี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่กฎหมายฉบับสำคัญที่ยังไม่ผ่าน แต่ยังหมายถึงเงินทุน สภาพคล่อง และความเชื่อมั่นที่ต้องรอต่อไป ในช่วงเวลาที่ตลาดต้องการความชัดเจนมากที่สุด
ที่มา:coinpost
มุมมองผู้เขียน: หากสถานการณ์เป็นไปตามที่ JPMorgan ประเมิน ตลาดคริปโตอาจต้องรอความชัดเจนต่อไปจนถึงเดือนกันยายน แต่หาก CLARITY Act ผ่านได้สำเร็จ กฎหมายฉบับนี้อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญที่ดึงเงินทุนสถาบันกลับเข้าตลาด และจุดประกายขาขึ้นรอบใหม่อีกครั้ง

