สรุปข่าว
- นักลงทุน Bitcoin วัย 39 ปี สูญ Bitcoin มากกว่า 2 BTC มูลค่าราว 4.2 ล้านบาท หลังเหรียญถูกโอนออกจากฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard จนหมด
- เจ้าตัวสะสม Bitcoin มานาน 8 ปี หวังใช้เป็นหลักประกันทางการเงินก่อนอายุ 50 แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่จากศูนย์
- แม้เหตุการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์ Coldcard บางเวอร์ชัน แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า กรณีนี้เกิดจากช่องโหว่ดังกล่าวโดยตรง
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
นักลงทุน Bitcoin วัย 39 ปี สูญ Bitcoin จำนวน 2 BTC มูลค่ากว่า 4.2 ล้านบาท จากฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard หลังสะสมมานาน 8 ปีเพื่อหวังสร้างความมั่นคงก่อนอายุ 50 เหตุการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์บางเวอร์ชัน แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง ความสูญเสียครั้งนี้ทำให้เขาเริ่มหมดศรัทธาใน Bitcoin และมองว่า Spot Bitcoin ETF อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า สำหรับคนที่ไม่พร้อมดูแล Private Key และความปลอดภัยทั้งหมดด้วยตัวเอง
เงินเก็บตลอด 8 ปี และความหวังที่จะมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงก่อนอายุ 50 พังลงในพริบตา นักลงทุน Bitcoin วัย 39 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่า Bitcoin จำนวน 2 BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.2 ล้านบาท ที่เก็บไว้ในฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard ถูกโอนออกไปจนเกลี้ยง
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้ใช้ Reddit ชื่อ ‘DuckDuckMoss’ เล่าว่า เขาเริ่มสะสม Bitcoin เพราะต้องการปกป้องเงินออมจากเงินเฟ้อ และการอ่อนค่าของสกุลเงินท้องถิ่น หลังประเทศของเขาเคยเผชิญข้อจำกัดจาก Financial Action Task Force (FATF) องค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายหลายครั้ง
สำหรับเขา Bitcoin ไม่ใช่แค่สินทรัพย์เก็งกำไร แต่เป็นเงินอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่มีใครสามารถพิมพ์เพิ่ม แทรกแซง หรือลดทอนมูลค่าได้ตามต้องการ เขาจึงตั้งใจสะสมเหรียญเหล่านี้ไว้เป็นหลักประกัน เพื่อให้ตัวเองมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงก่อนอายุ 50 ปี แต่เป้าหมายทั้งหมดกลับหายไปพร้อมกับ Bitcoin กว่า 2 BTC ที่ถูกโอนออกจากกระเป๋า
DuckDuckMoss ระบุว่า ความสูญเสียครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกส่งกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทั้งที่เงินเก็บของเขา ต้องแลกมาด้วยแรงกาย เงินออม และเวลานานถึง 8 ปี ขณะที่ธุรกรรมบนเครือข่าย Bitcoin ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วแทบไม่สามารถย้อนกลับ หรือนำเงินคืนมาได้

เคยเชื่อว่า Coldcard ปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ไม่รอด
ก่อนเกิดเหตุ DuckDuckMoss เชื่อว่า ตัวเองเก็บ Bitcoin อย่างรัดกุมแล้ว เพราะ Coldcard เป็นฮาร์ดแวร์วอลเล็ตที่ได้รับการยอมรับด้านความปลอดภัย และยังเปิดเผยซอร์สโค้ดให้บุคคลภายนอกตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่มีรายงานว่า เฟิร์มแวร์ Coldcard บางเวอร์ชันอาจมีช่องโหว่ ทำให้ Seed Phrase หรือชุดคำศัพท์สำหรับกู้คืนกระเป๋ามีความเสี่ยงถูกคาดเดาได้ พร้อมกับพบว่า กระเป๋าหลายร้อยใบถูกโอน Bitcoin ออกไปในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
ถึงกระนั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า กรณีของ DuckDuckMoss เกิดจากช่องโหว่ดังกล่าวโดยตรง หรือมาจากสาเหตุอื่น เช่น Seed Phrase รั่วไหล อุปกรณ์ถูกดัดแปลง หรือความผิดพลาดระหว่างการตั้งค่าวอลเล็ต
ความสูญเสียที่สั่นคลอนความเชื่อใน Bitcoin
หลังสูญเสียเงินเก็บก้อนสำคัญ DuckDuckMoss ยอมรับว่า เขาเริ่มหมดศรัทธาและไม่แน่ใจอีกต่อไปว่า Bitcoin ยังเหมาะกับชีวิตของเขาหรือไม่
เขามองย้อนกลับไปว่า การลงทุนในสินทรัพย์แบบดั้งเดิมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยควรเปลี่ยนไปถือ Bitcoin ผ่าน Spot Bitcoin ETF ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเปิดตัว แม้วิธีนี้จะทำให้เขาไม่ได้ควบคุม Private Key ด้วยตัวเองก็ตาม
สำหรับนักลงทุนบางราย ETF อาจช่วยลดภาระในการเก็บ Seed Phrase การตั้งค่าฮาร์ดแวร์วอลเล็ต และการรับผิดชอบความปลอดภัยทั้งหมดเพียงลำพัง แต่สำหรับ DuckDuckMoss การนึกถึงทางเลือกเหล่านี้ในวันนี้อาจสายเกินไปแล้ว
ท้ายที่สุด เขาฝากกำลังใจถึงผู้ที่เคยสูญเสีย Bitcoin เช่นเดียวกัน โดยหวังว่าทุกคนจะยังมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีแรงพอที่จะลุกขึ้นไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
มุมมองผู้เขียน: เหตุการณ์นี้สะท้อนอีกด้านหนึ่งของแนวคิด “Not your keys, not your coins” เพราะแม้การเก็บเหรียญคริปโตด้วยตัวเองจะช่วยลดความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มล้มละลายหรือถูกสั่งระงับบัญชี แต่เมื่อมีเหตุการณ์แฮกเกิดขึ้น เจ้าของเหรียญก็ต้องรับเคราะห์จากผลลัพธ์ทั้งหมดเพียงลำพัง

