bitkub-banner

Michael Burry เตือน ตลาดหุ้นอาจใกล้พีคเสี่ยงดิ่งแรง ย้ำวิกฤตปี 1987 อาจซ้ำรอย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Burry นักลงทุนชื่อดังจาก The Big Short ยังเดินหน้าเปิดสถานะ Short แม้ดัชนี S&P 500 จะเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่
  • เขาเตือนว่าตลาดอาจกำลังเข้าใกล้ “จุดสูงสุดครั้งใหญ่” ก่อนเผชิญแรงเทขายรุนแรง คล้ายเหตุการณ์ Black Monday ปี 1987
  • Burry มองว่ากระแสลงทุนใน AI และการใช้ Leverage ของกองทุนต่าง ๆ กำลังผลักดันตลาดให้ร้อนแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

Michael Burry นักลงทุนชื่อดังจาก The Big Short ยังคงเดิมพันสวนทางกับตลาด แม้ดัชนี S&P 500 จะเพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเตือนว่า ตลาดอาจกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ คล้ายวิกฤต Black Monday ปี 1987 เขามองว่ากระแสลงทุนในหุ้น AI และการใช้ Leverage ที่เพิ่มขึ้น กำลังผลักดันราคาหุ้นให้ร้อนแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน พร้อมย้ำว่า การเปิด Short เป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง และไม่เหมาะกับนักลงทุนส่วนใหญ่

Michael Burry นักลงทุนชื่อดังจากภาพยนตร์ The Big Short เลือกเดิมพันสวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ดัชนี S&P 500 จะเพิ่งพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อคืนนี้ โดยเตือนว่า การพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในรอบนี้ อาจเป็นเพียงช่วงสุดท้ายก่อนเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ คล้ายเหตุการณ์ Black Monday ปี 1987 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดิ่งลงกว่า 22% ภายในวันเดียว

Burry ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Substack ว่า เขายังคงเชื่อว่าตลาดอาจกำลังเข้าใกล้ “จุดสูงสุดครั้งใหญ่” และมีโอกาสเผชิญการปรับฐานครั้งรุนแรงเหมือนในปี 1987 อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า การที่ S&P 500 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ อาจดึงดูดเม็ดเงินลงทุนก้อนใหม่ให้ไหลเข้าสู่ตลาดในระยะสั้น

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 1.9% ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน จากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งกว่าคาด และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนคาดหวังว่าสถานการณ์บริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ จะกลับมาเป็นปกติ

ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งสะท้อนภาพรวมของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ พุ่งอีก 2.7% ทำให้ผลตอบแทนรวมในช่วงสองวันแรกของสัปดาห์เกือบแตะ 5%

นอกจากมุมมองเชิงลบต่อตลาดแล้ว Burry ยังเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่วิจารณ์กระแสการลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง เขามองว่าความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกผลักดันจากข้อตกลงทางการเงินที่ไม่มีความยั่งยืน และกำลังสร้างภาวะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเร็วเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ

Burry อธิบายว่า เมื่อความผันผวนของตลาดลดลง กองทุนประเภท Volatility-Targeting Funds หรือกองทุนที่ปรับสัดส่วนการลงทุนตามระดับความผันผวน จะเพิ่มการใช้ Leverage ขณะเดียวกัน กองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Momentum หรือการซื้อหุ้นที่กำลังเป็นขาขึ้น ก็จะเข้ามาซื้อเพิ่ม ส่งผลให้แรงซื้อยิ่งผลักดันราคาหุ้นให้สูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงหากตลาดกลับทิศในอนาคต

แม้ตลาดจะยังเดินหน้าทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ Burry ยังคงถือสถานะ Short Position หรือการลงทุนที่คาดหวังว่าราคาสินทรัพย์จะปรับตัวลง ในกองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงหุ้น Micron, Nvidia, Caterpillar, Palantir, Tesla และ Applied Materials โดยระบุว่าสถานะส่วนใหญ่ยังคงมีกำไร ยกเว้นการ Short หุ้น Nvidia ที่ทำให้เขาขาดทุนอยู่

อย่างไรก็ตาม Burry ยืนยันว่า เขาพร้อมตัดขาดทุนทันที หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับมุมมองของเขาอย่างชัดเจน พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า “การเปิด Short ไม่เหมาะสำหรับทุกคน แต่ผมจำเป็นต้องทำ ” สะท้อนให้เห็นว่า การเดิมพันกับตลาดขาลงเป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง และไม่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไป


มุมมองผู้เขียน: การทำจุดสูงสุดใหม่ของดัชนี S&P 500 อาจช่วยให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไปต่อได้อีกสักระยะ แต่ยิ่งราคาวิ่งแรง ความเสี่ยงจากมูลค่าที่ตึงตัว การเก็งกำไรในหุ้น AI และการใช้ Leverage ที่เพิ่มขึ้น ก็ยิ่งสะสมมากขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นแค่โอกาส แต่ต้องอย่าลืมบริหารความเสี่ยงควบคู่กันไปด้วย

ที่มา:cnbc