bitkub-banner

เหยื่อ Coldcard ใช้ Bitcoin ส่งข้อความหาโจรขอคืนเงิน ตัดพ้อชีวิตโอนกลับมาสักนิดก็ยังดี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ที่อยู่กระเป๋าซึ่งเก็บ Bitcoin ซึ่งถูกขโมยไปกว่า $36 ล้าน ถูกนำมาใช้งานผ่านฟังก์ชัน OP_RETURN เพื่อใช้สลักข้อความถาวรบนบล็อกเชนสำหรับสื่อสารกับคนร้าย
  • นอกเหนือจากเหยื่อที่เข้ามาอ้อนวอนขอเงินคืนบางส่วนแล้ว ยังมีมิจฉาชีพที่เข้ามาเสนอรับฟอกเงินโดยคิดค่าคอมมิชชัน ตลอดจนสแปมเพื่อขอเหรียญฟรี
  • การใช้ OP_RETURN สื่อสารกับคนร้ายเคยเกิดขึ้นมาก่อนในเคสพูลเหมือง LuBian ในปี 2020 แต่ในกรณีของ Coldcard Hardware Wallet อาจเจรจาได้ยากยิ่งกว่า

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

เหตุการณ์เจาะช่องโหว่ Coldcard Wallet ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์แปลกใหม่บนบล็อกเชน เมื่อที่อยู่กระเป๋าของแฮกเกอร์แปรสภาพกลายเป็นบอร์ดข้อความสาธารณะ ที่ผู้เสียหายต่างใช้ฟังก์ชัน OP_RETURN บันทึกข้อความสั้นลงในรายการธุรกรรมอย่างถาวรเพื่อสื่อสารถึงคนร้าย มีตั้งแต่การอ้อนวอนขอเงินคืนบางส่วน การฉวยโอกาสเสนอรับฟอกเงินโดยคิดส่วนแบ่ง ตลอดจนข้อความสแปมและการขอของฟรี 

เหตุการณ์เจาะช่องโหว่ Coldcard Wallet เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ก่อน เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในหน้าประวัติศาสตร์คริปโต โดยถึงแม้มูลค่าความเสียหายทางตัวเลขจะไม่ได้สูงเท่าเคสอื่น แต่ก็สร้างความเจ็บปวดทางการเงินและจิตใจให้กับชาวคริปโตเป็นจำนวนมากจนถึงขนาดต้องมีการออกมาวิงวอนให้คนร้ายเห็นอกเห็นใจผู้ที่เก็บออม Bitcoin มาอย่างยาวนาน

ที่อยู่กระเป๋า “bc1qq85v2c926eg6pgxhwp6q7lf6cnsz80qs3fcu9r.” ซึ่งมี Bitcoin ที่ถูกขโมยไปกว่า $36 ล้าน ปัจจุบันได้แปรสภาพกลายมาเป็นบอร์ดข้อความที่ชาวคริปโตได้ออกมาแสดงความในใจที่เกิดขึ้นตามสไตล์ของพวกเขาโดยใช้ Bitcoin เป็นสื่อกลางในการสื่อสารถึงคนร้าย

อ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัย Galaxy Research และ Arkham Intelligence ที่อยู่กระเป๋าใบดังกล่าวถูกยืนยันแล้วว่ามีความเกี่ยวโยงกับผู้โจมตีระบบของ Coldcard Wallet แต่สิ่งที่น่าตกใจคือเหยื่อที่ถูกปล้นยังคงพยายามอ้อนวอนให้คนร้ายช่วยส่งเงินกลับคืนมาด้วยการสลักข้อความลงไปต่างๆ นานา เช่น “ได้โปรดแบ่งเงินบางส่วนคืนมาด้วยเถิด” หรือ “ขอร้องล่ะ ขอร้องล่ะ ขอร้องล่ะ” และ “อย่างน้อยคืนเงิน 80% มาที”

ใครที่เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin จะทราบกันดีว่าเครือข่ายจะมีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า OP_RETURN อยู่ ซึ่งจะเปิดให้ผู้ใช้สามารถนำข้อความสั้นๆ ไปผูกติดกับรายการธุรกรรมได้ โดยข้อความดังกล่าวจะถูกบันทึกและประทับตราเวลาไว้บนบล็อกเชนอย่างถาวร แม้จะมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ทางเทคนิค เช่น การยืนยันเอกสาร แต่ผู้ใช้ก็นิยมใช้บันทึกข้อความส่วนตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ตามใช่ว่าทุกข้อความจะเป็นการวิงวอนขอร้องไปเสียทั้งหมด เพราะบางคนก็ได้ใช้เคสนี้ในการฉวยโอกาสเหมือนกัน เช่นข้อความหนึ่งที่ระบุว่า “ฉันสามารถฟอก Bitcoin ให้กลายเป็นเงินสดได้ ขอส่วนแบ่ง 10% ทักเทเลแกรมมาเลย” 

บางคนก็ไปคอมเมนต์นึกสนุกบอกตรงๆว่าของเงินหน่อย 1 BTC จะเอาไปท่องเที่ยวทริป Bitcoin ในขณะที่บางคนก็เขียนกลอนไฮกุประหลาดที่สุดท้ายไปจบที่การขอเหรียญฟรีอยู่ดี 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนใช้ฟังก์ชัน OP_RETURN ในการสื่อสารกับคนร้าย เพราะย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2020 ในเคสขโมยจากพูลเหมือง LuBian ที่มีความเสียหายกว่า 127,000 BTC ผู้ดูแลเหมืองก็ใช้วิธีเดียวกันในการติดต่อกับคนร้ายเพื่อขอเจรจา โดยที่ข้อความดังกล่าวที่ส่งไป ต่อมาจะกลายเป็นจุดที่นักวิเคราะห์สามารถนำมาใช้เชื่อมโยงเพื่อยืนยันว่ากระเป๋าใบไหนเป็นของ LuBian และเป็นของแฮกเกอร์

แต่เหตุการณ์ในคราวนี้ต่างออกไปเพราะ ตอนนี้ไม่อาจทราบได้เลยว่าข้อความไหนมาจากเหยื่อจริงๆ และข้อความไหนมาจากนักล่าที่จ้องจะหาเหยื่อเพิ่ม ทำให้ความหวังที่จะได้รับเงินกลับขึ้นมาแทบจะเป็นศูนย์หากไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ที่มา: Coindesk


มุมมองผู้เขียน : การที่เหยื่อต้องดิ้นรนส่งข้อความเจรจากับคนร้ายด้วยตนเอง ตอกย้ำถึงเหรียญสองด้านของการทำ Self-Custody ที่แม้จะมอบอิสรภาพในการครอบครองสินทรัพย์อย่างสมบูรณ์ แต่ก็มาพร้อมภาระความรับผิดชอบแบบ 100% ที่ไร้ตัวกลางหรือตาข่ายนิรภัยคอยช่วยเหลือ เมื่อเกิดเหตุผิดพลาดขึ้น นักลงทุนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแบกรับความเสียหายทั้งหมดไว้ด้วยตนเอง