สรุปข่าว
- อาจารย์พิริยะ สัมพันธารักษ์ หรือ ‘อาจารย์ตั๊ม’ ผู้ร่วมก่อตั้ง CDC Chaloke Dot Com ออกมาโพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลต่อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Coinkite หลังจากที่ Coldcard ถูกแฮก
- นอกจาก Coldcard แล้ว อาจารย์ตั๊มยังตั้งข้อสงสัยกับ OpenDime และ BlockClock ที่ตนเองครอบครองอยู่ โดยเฉพาะ BlockClock ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และเก็บรหัสผ่าน Wi-Fi ไว้ใน Memory
- อาจารย์ตั๊มตัดสินใจถอดปลั๊ก BlockClock แล้วนำไปเก็บในตู้ทันที เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว และระบบเครือข่ายในบ้าน
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral
เหตุการณ์นี้เป็นประเด็นด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายหนึ่ง ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัจจัยพื้นฐานของราคา Bitcoin ในตลาด แต่สิ่งที่ควรจับตาคือ ผลกระทบระยะยาวต่อความเชื่อมั่นในอุปกรณ์ hardware wallet โดยรวม ซึ่งอาจส่งผลต่อพฤติกรรมการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลของนักลงทุนรายย่อยในอนาคต
ในวันนี้ วันที่ 5 สิงหาคม ‘อาจารย์ตั๊ม’ (พิริยะ สัมพันธารักษ์) ผู้ร่วมก่อตั้ง CDC Chaloke Dot Com ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Piriya Sambandaraksa’ เพื่อสะท้อนถึงวิกฤตความไว้ใจที่มีต่อผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ชื่อดังในวงการ Bitcoin อย่าง Coinkite
สืบเนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระเป๋าเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลระดับฮาร์ดแวร์อย่าง Coldcard โดนแฮก ทำให้ผู้ใช้งานเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในระบบนิเวศของบริษัท Coinkite
ในคลิปวิดีโอดังกล่าว อาจารย์ตั๊มกล่าวว่า นอกเหนือจาก Coldcard ที่มีปัญหาแล้ว ผมยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Coinkite อยู่นะ ไม่ว่าจะเป็น OpenDime ที่เราได้รับเป็นของขวัญมาจากคนนู้นคนนี้ เดี๋ยวมาดูว่า Bitcoin ในนั้นยังอยู่หรือเปล่า

และที่สำคัญคือ BlockClock ตัวนี้ BlockClock เป็นนาฬิกาที่แพงมากเลยนะ มันบอกเวลาในหน่วย Bitcoin จะบอกเป็นราคา หรือว่า บอกเป็น Block Height นะฮะ

แต่ว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนี่ย เราก็ต้องบอกว่า เราจะมั่นใจได้ยังไงว่า Coinkite เป็นบริษัทที่ซื่อสัตย์ โอเคเราอาจจะ คิดว่า อย่างนั้นมันอาจจะพารานอยด์ (Paranoid) เกินไป
แต่สิ่งนี้มันคือ คอมพิวเตอร์เล็กๆ มันมีบอร์ด ESP32 อยู่ข้างหลัง มีจอ E-Ink อยู่ 6 อัน มันต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา มันส่งข้อมูล รับข้อมูลตลอดเวลา เราจะรู้ได้อย่างไรว่า การที่เราใช้อุปกรณ์แบบนี้ มันไม่ได้ทำให้เราเสียความเป็นส่วนตัว

การที่มันเช็กข้อมูล Blockchain ตลอด การที่เราเอา OpenDime ไปเสียบ แล้วมันเช็กยอดเงินตลอดได้ เราจะรู้ได้ยังไงว่า มันไม่ได้ส่งข้อมูลเหล่านี้กลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ หรือว่า ทำให้ข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพต่าง ๆ ที่จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือโจมตีเราได้
นอกเหนือจากนั้น มัน connect กับ Wi-Fi ของเรา มันมีรหัสผ่าน Wi-Fi ของเรา อยู่ใน Memory ของมัน เราจะรู้ได้ยังไงว่า ข้อมูลเหล่านี้จะไม่หลุดรั่วไปที่ไหน แล้วทำให้ระบบ network ในบ้านของเรา โดนเจาะ โดนทำลายไปแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่อยากจะ Paranoia ฮะ แต่วันนี้ผมถอดปลั๊กแล้ว เดี๋ยวเอาไปเก็บในตู้
การตัดสินใจถอดปลั๊ก Blockclock แล้วนำไปเก็บเข้าตู้ของอาจารย์ตั๊มในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การปลดอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งออกจากปลั๊กไฟเท่านั้น แต่เป็นเหมือนการเตือนสติ community ผู้ใช้งานบิทคอยน์ทุกคนให้กลับมาระมัดระวังตัว
ที่มา : Facebook
มุมมองผู้เขียน: เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยด้านไซเบอร์ในโลก Bitcoin ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัว private key หรือ seed phrase เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์เสริมรอบตัวที่หลายคนอาจมองข้าม โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาอย่าง BlockClock ซึ่งก็อาจเป็นจุดอ่อนด้านความเป็นส่วนตัวได้เช่นกัน

