สรุปข่าว
- Grayscale ระบุตลาด Bitcoin เริ่มส่งสัญญาณนิ่งขึ้น และเชื่อว่า ช่วงขาลงที่ผ่านมาอาจใกล้จบแล้ว
- ทีมวิจัยชี้ 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่จะหนุนการเติบโตระยะกลางถึงยาว ได้แก่ หนี้สาธารณะที่พุ่งสูง การขยายตัวของบล็อกเชนในระบบการเงิน และฐานนักลงทุนที่กำลังเปลี่ยนรุ่น
- บริษัทเตือนว่า ความต้องการที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าราคา Bitcoin จะหยุดแกว่งตัว เพราะดอกเบี้ยและสภาพคล่องยังเป็นตัวแปรสำคัญ
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคาอย่างไร: Bullish
รายงานจากฝ่ายวิจัยของ Grayscale ที่ชี้ว่า ตลาด Bitcoin (BTC) เริ่มกลับมาทรงตัวและช่วงตลาดขาลงก็น่าจะใกล้ผ่านพ้นไปแล้ว ก็ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว รวมทั้งการยอมรับและการกระแสการเติบโตของ Stablecoin ไปใช้งานจริงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมในระยะยาว
ฝ่ายวิจัยของ Grayscale ระบุในรายงานล่าสุดว่า ตลาด Bitcoin (BTC) เริ่มส่งสัญญาณที่นิ่งขึ้น และช่วงตลาดขาลงที่ผ่านมาอาจจะใกล้ถึงจุดจบแล้ว
เนื่องจากทางบริษัทเชื่อว่า การยอมรับและการใช้งาน Bitcoin จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะกลางถึงระยะยาว โดยไม่ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาในระยะสั้น พร้อมชี้ถึง 3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างหลัก ที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการหนุนการเติบโตครั้งนี้
Zach Pandl หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Grayscale มองว่า มี 3 ปัจจัยหลัก ที่จะช่วยหนุน การเติบโต Bitcoin ได้แก่
- ปัญหาหนี้สินของรัฐบาลทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น
- Blockchain ที่กำลังแทรกซึมเข้าไปอยู่ในระบบการเงินมากขึ้น
- ฐานนักลงทุนกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
ปัจจัยแรกคือ เรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น โดย Pandl ชี้ว่า การที่รัฐบาลขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและมูลค่าเงินเฟียตที่ลดลง นักลงทุนจึงมีแนวโน้มจะย้ายเงินไปพักไว้ในสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin ซึ่งมีเพดานจำกัดไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ
แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์บางส่วนจะยังมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหนี้รัฐบาลและความต้องการ Bitcoin นี้จะยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนก็ตาม
การเติบโตของ Stablecoin และการเปลี่ยนผ่านสู่กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่
ปัจจัยที่สองคือ การที่เทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามามีบทบาทในโลกการเงิน โดย Pandl อธิบายว่า กระแสความนิยมของ Stablecoin และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคน (Tokenization) กำลังผลักดันให้สถาบันการเงินและสถาบันตัวกลางต่างๆ หันมาใช้บล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีนี้กลายเป็นเรื่องปกติ และมีข้อกฎหมายรองรับที่ชัดเจนขึ้น เหล่าตัวกลางทางการเงิน ก็พร้อมที่จะเปิดรับและถือครอง Bitcoin เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบการเงินกระแสหลักอย่างเต็มตัว
ปัจจัยที่สามคือ การเปลี่ยนผ่านสู่คนรุ่นใหม่ของกลุ่มนักลงทุน โดยผลวิเคราะห์ชี้ว่า คนรุ่นใหม่หันมาสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนสินทรัพย์ทางเลือกเริ่มกลายเป็นส่วนประกอบปกติในพอร์ตการลงทุน
ซึ่งคาดว่าทั้งนักลงทุนสถาบัน บริษัทจัดการสินทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อย จะเพิ่มสัดส่วนการถือครอง Bitcoin ผ่านกองทุน ETPs และช่องทางต่างๆ มากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทเน้นย้ำว่า ความต้องการที่สูงขึ้นไม่ได้แปลว่าความผันผวนจะหายไป เพราะเรื่องของแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาด ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาแกว่งตัวได้เสมอ
ซึ่งในรายงานเมื่อเดือนมิถุนายน Grayscale เคยประเมินว่า หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ตลาด Bitcoin ที่เคยซบเซาตามหลังตลาดหุ้นก็จะมีจังหวะกลับมาฟื้นตัวได้
แต่สำหรับรายงานฉบับล่าสุดนี้ บริษัทหันมาโฟกัสเรื่อง แนวโน้มการยอมรับใช้งาน เป็นหลัก แทนที่จะเน้นคาดการณ์ราคาเพียงอย่างเดียว โดยแยกแยะระหว่างราคาที่ผันผวนในระยะสั้น กับแนวโน้มการเติบโตและการยอมรับใช้งานจริงในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ Grayscale หยิบยกมาฟังดูมีน้ำหนักและสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาดช่วงหลัง โดยเฉพาะเรื่องการขยายตัวของ Stablecoin และ Tokenization ที่เห็นได้ชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่ต้องจับตาคู่กันไปคือ ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed เพราะต่อให้แนวโน้มระยะยาวจะดูสดใส ราคาระยะสั้นก็ยังพร้อมแกว่งแรงได้ทุกเมื่อตามสภาพคล่องในระบบ

