bitkub-banner

Bitcoin เผชิญแรงกดดันจาก Bond Yield ทั่วโลกที่พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ Bitcoin จะถือกำเนิดขึ้น
  • ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้น 32% ขณะที่ราคา Bitcoin กลับดิ่งลงถึง 46% สะท้อนว่า นักลงทุนเทน้ำหนักไปทางสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยงมากกว่า
  • Real Yields หรือผลตอบแทนที่แท้จริงหลังหักเงินเฟ้อ ทำให้พันธบัตรรัฐบาลกลายเป็นคู่แข่งที่น่าดึงดูดกว่า Bitcoin เพราะได้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ โดยแทบไม่มีความเสี่ยง

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish

ตราบใดที่ Bond Yield และ Real Yields ยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ การถือ Bitcoin ซึ่งไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยก็จะยิ่งมี “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” สูงขึ้นตามไปด้วย เพราะนักลงทุนมีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า แถมยังได้ดอกเบี้ยที่ชนะเงินเฟ้อชัวร์ๆ ทำให้แรงจูงใจที่จะเอาเงินมาเสี่ยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลจึงลดน้อยลงไป

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกได้พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008 ซึ่งเป็นยุคที่ Bitcoin (BTC) ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ ทำให้คริปโทเคอร์เรนซีไม่เคยต้องซื้อขายภายใต้ภาวะที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินในระบบสูงขนาดนี้มาก่อน และกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างหนักเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ 

ในขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นถึง 32% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ราคา Bitcoin กลับดิ่งลงถึง 46% ทำให้นักลงทุนที่เคยหวังว่า วิกฤตหนี้สินจะช่วยดันสินทรัพย์ที่มีจำนวนจำกัดอย่าง Bitcoin ให้พุ่งขึ้น ต้องขาดทุนไปตามๆ กันเพราะเลือกลงทุนผิดฝั่ง

ประสิทธิภาพราคาของ Bitcoin และทองคำ แหล่งที่มา: TradingView

ดัชนีพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (อายุ 10 ปีขึ้นไป) ของ Bloomberg ได้พุ่งแตะระดับผลตอบแทนสูงสุด นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008 ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ Whitepaper ของ Bitcoin จะถูกตีพิมพ์ในเดือนตุลาคมปี 2008 และก่อนการขุดบล็อกแรกใน Genesis Block เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2009 พร้อมกับข้อความจารึกประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวิกฤตธนาคาร

แม้ว่า Bitcoin จะถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นทางออกแก้ปัญหาความล้มเหลวทางการเงินของภาครัฐ แต่ในยามที่ระบบการเงินภาครัฐกลับมาตึงตัวอีกครั้งในปัจจุบัน Bitcoin กลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่ราคาดิ่งลงสวนทาง

ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยพันธบัตรอายุ 10 ปีของอังกฤษให้ผลตอบแทนสูงถึง 5.05%, ด้านเยอรมนีผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งแตะ 3.21% และญี่ปุ่นต้องจ่ายผลตอบแทนถึง 2.88% หลังจากที่เคยตรึงไว้เกือบใกล้ 0% มานานหลายสิบปี

กราฟรายสัปดาห์ 6 ช่องของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี สำหรับสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส แหล่งที่มา: TradingView

ทำไมอัตราผลตอบแทน Real Yields ที่สูงขึ้น จึงกดดันราคา Bitcoin

เมื่อย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับยุคแรกเริ่มของ Bitcoin จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินได้อย่างชัดเจน ในวันที่ 2 มกราคม 2009 พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เคยให้ผลตอบแทนเพียง 2.46% แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวได้พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.69%

ในทำนองเดียวกัน พันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ซึ่งเคยให้ผลตอบแทน 2.83% ในช่วงสัปดาห์แรกที่ Bitcoin ถือกำเนิดขึ้น กลับมีอัตราผลตอบแทนทะยานขึ้นไปถึง 5.216% ในการประมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2001 ท่ามกลางสภาวะความต้องการซื้อในตลาดที่ค่อนข้างซบเซา

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันสำคัญที่แท้จริงต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี มาจาก Real Yields หรือผลตอบแทนจากพันธบัตรที่หักลบอัตราเงินเฟ้อออกไปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรอายุ 10 ปี ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 2.41% (ก้าวกระโดดจากระดับ 1.77% ในช่วงสองปีก่อนหน้า)

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่สำหรับ Bitcoin เนื่องจากในปัจจุบัน นักลงทุนมีทางเลือกในการนำเงินไปวางในพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงแทบจะเป็นศูนย์ แต่กลับให้ผลตอบแทนที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้อย่างมั่นคง โดยไม่จำเป็นต้องแบกรับความผันผวนจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

ด้วยเหตุนี้ การที่ Bitcoin ไม่มีกลไกการจ่ายดอกเบี้ยเหมือนกับพันธบัตร จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ชัดเจนในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้ราคา Bitcoin ล่าสุดปรับฐานลงมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 63,072 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มูลค่าตลาดลดลงเหลือ 1.27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการปรับตัวลดลงกว่า 46% ในรอบปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ การที่ผลตอบแทนพันธบัตรในต่างประเทศปรับตัวสูงขึ้น ยังส่งผลให้เม็ดเงินของนักลงทุนในประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือยุโรป เลือกที่จะเก็บเงินไว้ในประเทศตัวเอง แทนที่จะไหลออกมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงระดับโลกเหมือนแต่ก่อน

ปัจจัยที่จะพลิกสถานการณ์ในอนาคต

ทิศทางราคาของ Bitcoin ในอนาคตจะขึ้นอยู่กับ “สาเหตุเบื้องหลัง” ที่ทำให้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น หากผลตอบแทนพุ่งขึ้นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดี สิ่งนี้จะกลายเป็นความท้าทายที่กดดันให้ราคา Bitcoin ปรับตัวลดลง 

ในทางกลับกัน หากผลตอบแทนสูงขึ้นเนื่องจากตลาดเริ่มกังวลต่อสถานะทางการเงินและปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาล สภาวะนี้จะพลิกกลับมาเป็นปัจจัยบวก ที่ช่วยหนุนความน่าสนใจของสินทรัพย์ทางเลือกที่มีอุปทานจำกัดอย่าง Bitcoin ทันที

ปัจจุบัน “ทองคำ” ถือเป็นตัวอย่างของสินทรัพย์ที่ได้รับอานิสงส์จากความกังวลดังกล่าวไปแล้วอย่างเต็มที่ โดยราคาทองคำ ณ ขณะที่เขียนบทความนี้ พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 4,376 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 32% ในรอบปี ท่ามกลางปัจจัยหนุนจากภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่สัญญาณทางเทคนิคบนหน้าจอกราฟราคา แต่เป็น “ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาล” เพราะหากความต้องการซื้อพันธบัตรระยะยาวกลับมาฟื้นตัวและคึกคักอีกครั้ง ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันที่มีต่อราคา Bitcoin ลงได้บ้าง

แม้ว่าตั้งแต่วันแรก Bitcoin จะถูกออกแบบมาเพื่อเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ช่วยรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา Bitcoin ยังไม่เคยเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ ท่ามกลางสภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทะยานสูงถึงระดับนี้มาก่อนเลย สถานการณ์นี้จึงถือเป็นบททดสอบสำคัญของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างแท้จริง

ที่มา : beincrypto


มุมมองผู้เขียน : สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเหมือนอย่างทองคำได้อย่างเต็มตัว ในสายตาของนักลงทุนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินยังคงแพงแบบนี้ 

ซึ่งหากตลาดเริ่มขยับจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโต มาเป็นการกลัวเรื่องภาระหนี้สินของรัฐบาล นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกปลอดภัย กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง