bitkub-banner

SEC เสนอกฎใหม่ “ไฟเขียวสตาร์ทอัพ”เปิดเกณฑ์ระดมทุนคริปโตได้สูงสุด 75 ล้านดอลลาร์ 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) เสนอกฎระเบียบใหม่ “Regulation Crypto Assets”เพื่อเป็นทางเลือกในการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยได้รับการยกเว้นจากกฎหมายแบบดั้งเดิม
  • ข้อเสนออนุญาตให้สตาร์ทอัพที่ระดมทุนไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายปี 1933 และเปิดช่องให้ระดมทุนได้สูงสุด 75 ล้านต่อปี
  • ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลัง Clarity Act ยังคงติดขัด โดยที่ปรึกษาทำเนียบขาวเผยว่าหากสภายังไม่สามารถได้ทันกันยายน หน่วยงานกำกับดูแลก็พร้อมที่จะทุบกระจก

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ เสนอกรอบกฎระเบียบใหม่ที่เรียกว่า “Regulation Crypto Assets” เพื่อเปิดทางให้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถระดมทุนได้โดยได้รับการยกเว้นกฎหมายหลักทรัพย์ดั้งเดิมบางประเภท โดยข้อเสนอระบุให้สตาร์ทอัพที่ระดมทุนไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์ไม่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายปี 1933 และอนุญาตการระดมทุนสูงสุด 75 ล้านดอลลาร์ต่อปี 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ (SEC) ล่าสุดได้มีการยื่นเสนอกฎระเบียบใหม่ที่จะเปิดให้สินทรัพย์ดิจิทัล สามารถได้รับการยกเว้นในการเสนอขายบางประเภทไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์แบบเดิม ท่ามกลางความไม่คืบหน้าทางกฎหมายจากรัฐบาล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา SEC ได้เอ่ยถึง “Regulation Crypto Assets” หรือ “Reg Crypto” ซึ่งระบุว่าเป็น “เกณฑ์การเสนอขายที่ปรับให้เหมาะสมโดยเฉพาะ” ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สามารถทำการระดมทุนควบคู่ไปกับการคุ้มครองนักลงทุน โดยที่กฎเกณฑ์นี้จะเป็นคนละส่วนกับการยกเว้นเพื่อการพัฒนานวัตกรรม 

Paul Atkins ประธาน SEC กล่าวในแถลงการณ์ว่า “สภาคองเกรสออกแบบกฎหมายหลักทรัพย์ของเรามาเพื่อขยายโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ภายใต้กรอบการป้องกันที่ชัดเจน”

การผลักดันกรอบกำกับดูแลนี้ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในยุทธศาสตร์ของ SEC ในการพัฒนารวมถึงปรับกฎระเบียบให้ทันตามยุคสมัย และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของคณะกรรมการในการดึงนวัตกรรมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาดำเนินงานภายในประเทศ เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อไป

รายงานระบุว่า Reg Crypto เป็นการต่อยอดมาจากแนวทางปฏิบัติที่เปิดเผยเมื่อเดือนมีนาคมในความร่วมมือระหว่าง SEC และ CFTC ซึ่งจะเข้ามาช่วย สร้างความชัดเจนว่ากฎหมายหลักทรัพย์ระดับรัฐบาลกลางจะมีผลบังคับใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัลและการทำธุรกรรมอย่างไร 

ส่วนหนึ่งของข้อเสนอที่ได้มีการยื่นจะเปิดให้ธุรกิจได้รับ “การยกเว้นสำหรับสตาร์ทอัพ” ซึ่งจะเว้นให้การเสนอขายที่มีมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 5 ล้าน ดอลลาร์ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการจดทะเบียนภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์ ปี 1933 อันเป็นกฎหมายที่มุ่งเน้น ในการต่อต้าน การทุจริต หลอกลวง และ กำหนด ให้มีการเปิดเผยข้อมูลบางประการ 

นอกจากนี้ ข้อเสนอยังครอบคลุมไปยังการยกเว้นสำหรับการระดมทุน ที่อนุญาตให้บริษัทสามารถทำการเสนอขายเป็นมูลค่าสูงสุดไม่เกิน $75 ล้าน ดอลลาร์ เป็นเวลาหนึ่งปี รวมไปถึงการอนุมัติให้สินทรัพย์ดิจิทัลไม่ถูกนับเป็นหลักทรัพย์หากบรรลุเงื่อนไขบางประการ และทีมได้ยุติความพยายามในการบริหารจัดการทั้งหมด

อย่างไรก็ดี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาทางหน่วยงาน SEC ได้กำหนดที่จะจัดประชุมเพื่อยื่นข้อเสนอใหม่นี้แต่แล้วพวกเขาก็กลับเลื่อนงานประชุมโดยอ้างเรื่องของปัญหาเรื่องตารางเวลาที่ไม่คาดคิด ทำให้ความเคลื่อนไหวใหม่นี้ช้าลงกว่ากำหนดเล็กน้อย และที่สำคัญเลยก็คือ ตัวข้อเสนอนี้ถูกเผยออกมาหลัง Clarity Act มีท่าทีว่าจะถูกชะลอ

ปัจจุบันร่างกฎหมาย Clarity Act ยังคงหยุดชะงักจากปัญหาในเรื่องของจริยธรรมและผลตอบแทน ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าสภาจะนำเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเป็นวาระการประชุมอีกครั้งในเดือนกันยายน แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่ากฎหมายจะผ่าน

ขณะเดียวกัน Patrick Witt ที่ปรึกษาด้านคริปโตของทำเนียบขาว ได้ระบุในงานสัมมนา SALT Conference ว่า ตอนนี้รัฐบาลยังคงเปิดโอกาสให้วุฒิสภาและรัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมายให้ได้ก่อนจะตัดสินใจ “ทุบกระจก” 

หากเดือนกันยายนร่างกฎหมายดังกล่าวยังคงไม่ได้รับการอนุมัติ หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC ก็จำเป็นที่จะต้องเดินหน้าประกาศใช้กฎหมายฝ่ายบริหารเอง เพราะไม่สามารถรออย่างไม่มีจุดหมายได้ 

ทั้งนี้ Hester Peirce หนึ่งในสามกรรมาธิการของ SEC ระบุว่า ข้อเสนอกฎระเบียบใหม่นี้เป็นเพียงก้าวแรกบนเส้นทางอันยาวนานในการสร้างกรอบการกำกับดูแลคริปโตที่ชัดเจน สมเหตุสมผล และบังคับใช้ได้จริง โดยปัจจุบันเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 60 วัน  

ที่มา: The Block


มุมมองผู้เขียน : ส่วนตัวมองว่าข้อเสนอเหล่านี้เป็นเหมือนการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าของทางหน่วยงานเพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ตลาดต้องการมากที่สุดย่อมต้องเป็ร Clarity Act อยู่ดี