สรุปข่าว
- BlackRock ชี้ Bitcoin ร่วงแรงเพราะปัจจัยสภาพคล่อง ไม่ใช่เชิงโครงสร้าง
- ปัจจุบัน Bitcoin มี “บุคลิกสองด้าน” เป็นทั้งสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์เสี่ยง
- ระยะยาว Bitcoinยังคงเป็นสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงชั้นเยี่ยมของการเสื่อมค่าของเงิน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
BlackRock เปิดเผยบทวิเคราะห์ล่าสุดที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของ Bitcoin แม้ราคาจะร่วงลงจากจุดสูงสุดกว่า 50% โดยชี้ว่าการปรับฐานนี้เกิดจากกระบวนการลดสัดส่วนหนี้สินมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางลบของคริปโทฯ นั่นจึงทำให้พวกเขายังคงประเมินว่า Bitcoin เป็นทางเลือกสำคัญในระบบการเงินโลกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นเกราะป้องกันการเสื่อมค่าของสกุลเงินหลักที่สูญเสียมูลค่าอย่างต่อเนื่องในรอบช่วงที่ผ่านมา
BlackRock บริษัทด้านการลงทุนระดับชั้นนำของโลก ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ใหม่ถึงเรื่องศักยภาพของ Bitcoin ที่ยังน่าสนใจอยู่เช่นเดิมแม้ว่าราคาจะร่วงลงมาจากจุดสูงสุดกว่า 50%
ผู้จัดการสินทรัพย์รายนี้ ระบุว่า การเทขายบิตคอยน์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมามีสาเหตุมาจาก “การลดสัดส่วนหนี้เฉพาะตัวและการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่อง” มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทิศทางของคริปโทเคอร์เรนซี
ปัจจุบัน กองทุนมองเห็นถึงบทบาทหลักของ Bitcoin ในฐานะทางเลือกของระบบการเงินโลกยุคใหม่ และยังเป็นสินทรัพย์ช่วยกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในช่วงที่มีการเทขาย Bitcoin ได้แสดง “บุคลิกแบบสองด้าน” ที่ชัดเจน คือในบางกรณีก็ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย โดยเฉพาะช่วงหลังจากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ในขณะเดียวกัน ก็กลับมีความสัมพันธ์เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงสูงในช่วงที่มีการลดอัตราส่วนหนี้สิน เช่น ตอนเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2026 ที่ราคาร่วงหนัก
BlackRock อธิบายเพิ่มเติมว่า สภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากนักลงทุนที่ต้องการเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยมหภาค ประกอบกับการถือครองโพสิชันในตลาด โดยบริษัทชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Bitcoin กับสินทรัพย์เสี่ยงมักจะปรับตัวสูงขึ้นเมื่อการถือครองโพสิชันเพื่อเก็งกำไรพุ่งขึ้นไปอยู่ในระดับสูง ซึ่งมักตามมาด้วยการลดสัดส่วนหนี้สินในเวลาต่อมา ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ 10 ตุลาคม 2025
นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันทางมหภาคด้านการลดความเสี่ยง ซึ่งรวมถึงข่าวใหญ่เรื่องภาษีศุลกากรของจีนยังกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการลดสัดส่วนหนี้สินลามไปทั่วทั้งตลาดโลหะมีค่าและตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ส่งผลทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงต่ำกว่า $60,000 ภายในเดือนมิถุนายน ปี 2026 ในขณะที่การไหลเข้าของเงินทุนจากสถาบันที่ชะลอตัวลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การฟื้นตัวของราคา Bitcoin เป็นไปอย่างล่าช้า
แม้กองทุน Spot BTC ETPs จะเคยดึงดูดเงินไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมกราคม ปี 2024 จนถึงเดือนตุลาคม ปี 2025 แต่หลังจากนั้นกลับพบเงินทุนไหลออกมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากความสนใจของนักลงทุนได้ย้ายฝั่งไปสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่มเทคโนโลยี AI ซึ่งดึงดูดเงินทุนไปได้มากถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของงบการเงินในกลุ่มนิติบุคคลที่ถือครองคริปโทฯ เป็นทุนสำรองได้ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อบรรยากาศการลงทุน แต่ BlackRock มองว่าปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นเพียง การเคลื่อนไหวของกระแสแบบวัฏจักร และไม่ใช่หลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการยอมรับคริปโทฯ ในระดับสถาบัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระยะยาว BlackRock ระบุว่า Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นต่ำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบทบาทศักยภาพในการเป็นทางเลือกของระบบการเงินโลก และเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินตราสกุลหลัก
BlackRock อธิบายว่า ทุกสกุลเงินของประเทศพัฒนาแล้วต่างสูญเสียมูลค่าไปมากกว่า 99% เมื่อเทียบกับทองคำตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยจากการวิเคราะห์พอร์ตการลงทุนของบริษัทพบว่า สินทรัพย์ดิจิทัลชนิดนี้ให้ผลตอบแทนที่มีความเอียงไปในทางบวก และมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิม รวมถึงหุ้น ในการลงทุนระยะยาว
ที่มา: Cryptopotato
มุมมองผู้เขียน : แม้การที่ยักษ์ใหญ่ BlackRock ออกมาเชียร์จะเป็นเรื่องดี แต่นักลงทุนควรตระหนักด้วยว่าพวกเขาเป็นเจ้าของกองทุน Bitcoin ETF ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลทำให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากบทวิเคราะห์ที่มีแนวโน้มไปในเชิงบวกนี้

