bitkub-banner

นายธนาคารท้องถิ่นสหรัฐฯ เตือน กฎหมาย Clarity Act อาจดูดเงินฝากและทำลายระบบสินเชื่อรายย่อย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ผู้บริหารธนาคารท้องถิ่นในสหรัฐฯ ออกโรงเตือนว่า กฎหมาย Clarity Act ที่เปิดทางให้ผู้ให้บริการ Stablecoin จ่ายผลตอบแทนคล้ายดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธนาคารขนาดเล็ก
  • ชี้ประเด็นว่าแม้เงินสำรองของ Stablecoin จะยังอยู่ในระบบการเงิน แต่ธนาคารท้องถิ่นจะสูญเสียฐานเงินฝากโดยตรง ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อรายย่อยหายไปหลายพันล้านดอลลาร์
  • เรียกร้องให้วุฒิสภาเร่งอุดช่องโหว่ทางกฎหมายก่อนการโหวตในเดือนกันยายน เพื่อป้องกันไม่ให้ Stablecoin กลายมาเป็นบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนสูงจนเอาเปรียบธนาคารดั้งเดิม

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบายเพื่อปกป้องระบบธนาคารท้องถิ่นของสหรัฐฯ ซึ่งในระยะสั้นไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาคริปโตเคอร์เรนซีในตลาดโลก แต่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายทางกฎหมายที่วงการ Stablecoin ต้องเผชิญ

Nate Franzén ผู้บริหารธนาคารชุมชนในรัฐ South Dakota ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับบทความล่าสุดของ Summer Mersinger จาก Blockchain Association โดยชี้ว่าข้อกังวลเรื่องกฎหมาย Clarity Act ที่อาจส่งผลกระทบต่อธนาคารท้องถิ่นนั้นเป็นเรื่องจริงที่รัฐสภาต้องเร่งแก้ไข

แม้ Mersinger จะมองว่าเทคโนโลยี Stablecoin ช่วยให้การชำระเงินรวดเร็วขึ้น และการที่ลูกค้าย้ายเงินจากธนาคารไปเป็น Stablecoin จะไม่ทำให้เงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ แต่ Franzén แย้งว่ามุมมองนี้กำลังมองข้ามหัวใจสำคัญของปัญหาที่คนรากหญ้าต้องเผชิญไปอย่างสิ้นเชิง

เขาอธิบายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า หากลูกค้าถอนเงิน 100,000 ดอลลาร์จากธนาคารชุมชนไปเก็บไว้ในรูปแบบ Stablecoin แม้บริษัทผู้ออกเหรียญจะนำเงินนั้นไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อค้ำประกันเอาไว้ในระบบ แต่ในความเป็นจริงคือธนาคารท้องถิ่นได้สูญเสียเงินทุนก้อนนั้นไปแล้ว และชุมชนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากพันธบัตรของรัฐบาลเลย

ปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงในรัฐที่พึ่งพาภาคการเกษตรและธุรกิจขนาดเล็กอย่าง South Dakota สมาคมนายธนาคารอเมริกันประเมินว่า หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม เงินฝากของธนาคารชุมชนอาจถูกดูดออกไปมากถึง 4.7 พันล้านดอลลาร์

การไหลออกของเงินฝากก้อนนี้ จะทำให้ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงชุมชนหายไปกว่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าการกู้เงินไปซื้อบ้าน ทำการเกษตร หรือเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่จะยากลำบากขึ้นอย่างมาก

จุดแตกหักสำคัญอยู่ที่ร่างกฎหมาย Clarity Act ซึ่งแม้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง GENIUS Act จะห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยโดยตรง แต่ Clarity Act กลับมีช่องโหว่ที่เปิดทางให้กระดานเทรดหรือผู้ให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถจ่าย “ผลตอบแทน” ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับดอกเบี้ยได้

การเปิดช่องโหว่นี้จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ผู้ให้บริการ Stablecoin สามารถดึงดูดลูกค้าด้วยผลตอบแทนสูงจากการถือพันธบัตร โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวด หรือแบกรับความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจเหมือนกับที่ธนาคารชุมชนต้องทำ

Franzén ทิ้งท้ายว่า รัฐสภาไม่ได้มีความจำเป็นต้องขัดขวางนวัตกรรม Stablecoin แต่ควรออกกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้กระดานเทรดหรือตัวกลางใช้ช่องว่างนี้สร้างบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงเพื่อมาแย่งลูกค้าจากระบบธนาคาร โดยเสนอว่าการให้รางวัลแบบอิงตามการทำธุรกรรมคล้ายกับบัตรเครดิต ถือเป็นทางออกที่เป็นธรรมกว่า

ทั้งนี้ เขาได้เรียกร้องให้วุฒิสภาเร่งแก้ไขและอุดช่องโหว่ของกฎหมาย Clarity Act ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะมีการโหวตตัดสินใจขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อให้เทคโนโลยีและชุมชนสามารถเติบโตควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวคิดว่า ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดปะทะสำคัญระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน เพราะหาก Stablecoin สามารถจ่ายผลตอบแทนได้ใกล้เคียงหรือมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป ผู้คนย่อมเลือกถือเหรียญดิจิทัลที่ทั้งโอนย้ายง่ายและได้ผลตอบแทนดี ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธนาคารชุมชนที่เป็นหัวใจหลักในการกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น การที่รัฐสภาสหรัฐฯ ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการสนับสนุนนวัตกรรมใหม่กับการรักษาเสถียรภาพของระบบสินเชื่อรากหญ้า จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องออกกฎหมายให้รัดกุมและสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง