bitkub-banner

ทำไมไทยถึงต้องมีบาทดิจิทัล? เจาะลึกวิสัยทัศน์ TrueMoney กับก้าวต่อไปที่มากกว่าการสแกนจ่าย 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitkub Blockchain Technology ประกาศเดินหน้าโครงการ THB Programmable Payment Phase 2 ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมขยายพันธมิตรเพิ่มเป็น 15 ราย
  • TrueMoney ร่วมมือกับ Bitkub Blockchain ศึกษาการเชื่อมต่อระหว่าง THBK และ THBT เพื่อให้ผู้ใช้งานทั้งสองฝั่งทำธุรกรรมข้ามกันได้อย่างไร้รอยต่อ
  • ผู้บริหารมองว่าจุดแข็งของ Programmable Payment ไม่ได้อยู่ที่การจ่ายเงินทั่วไป แต่อยู่ที่การซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลและการเปิดทางให้ AI Agent เข้ามาบริหารจัดการเงินแทนมนุษย์ในอนาคต

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral 

ข่าวนี้เป็นความเคลื่อนไหวเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ยังอยู่ในขั้น Sandbox และยังไม่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แก่สาธารณชน จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น แต่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการพัฒนาระบบการเงินดิจิทัลของไทยในระยะยาว

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ทีมงาน SiamBlockchain ได้ลงพื้นที่เกาะติดเวที KUB Global Bangkok 2026 ซึ่ง Bitkub Blockchain ได้ประกาศก้าวสำคัญในการลุยทดสอบ THB Programmable Payment เฟส 2 ภายใต้ Sandbox ของ ธปท.

รอบนี้ Bitkub ได้ผนึกกำลังกับ 15 พันธมิตรธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ค้าปลีกไปจนถึงสายฟินเทค โดยไฮไลต์ที่น่าจับตาที่สุดคือบิ๊กดีลกับค่ายใหญ่อย่าง TrueMoney ที่เตรียมศึกษาและเชื่อมต่อระบบเงินบาทดิจิทัลระหว่าง THBK และ THBT เข้าไว้ด้วยกัน

เชื่อม THBK กับ THBT ให้ผู้ใช้ไม่ต้องสนใจว่าถือเหรียญไหน

ความร่วมมือระหว่าง Bitkub Blockchain Technology กับ TrueMoney มีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า เมื่อผู้ใช้งานอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จะสามารถเข้าถึงบริการของทั้งสองฝั่งได้อย่างเชื่อมโยงกันและราบรื่นที่สุด โดยไม่ต้องมานั่งกังวลว่าตัวเองกำลังถือเหรียญ THBK หรือ THBT อยู่ เพราะทั้งสองเหรียญมีมูลค่าและเสถียรภาพเท่ากัน

คำถามที่ตามมาคือ ในมุมของผู้ใช้บริการทั่วไป Programmable Thai Baht Stablecoin มีจุดเด่นอะไรที่จะดึงดูดให้คนเลือกใช้จ่ายผ่านช่องทางนี้ แทนที่จะสแกนจ่ายด้วยพร้อมเพย์หรือแตะจ่ายแบบเดิม ?

แรงจูงใจที่แท้จริงไม่ใช่การจ่ายเงินทั่วไป แต่คือประตูสู่สินทรัพย์ดิจิทัลและ AI Agent

คุณอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด ตัวแทนจากทาง TrueMoney ให้มุมมองที่น่าสนใจในประเด็นนี้ โดยเขายอมรับตรง ๆ ว่า หากเป็นการใช้จ่ายด้วยเงินบาททั่วไป ความแตกต่างระหว่างระบบใหม่กับระบบเดิมแทบจะหาไม่เจอ แต่เนื่องจากระบบที่พัฒนาอยู่นี้เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น เช่น NFT หรือคูปองดิจิทัลต่าง ๆ เพราะธุรกรรมบนบล็อกเชนทำได้ง่ายและสะดวกกว่ามาก

จุดที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มุมมองระยะยาว เงินในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Tokenized Money จะแตกต่างจากเงินในบัญชีธนาคารแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะเงินเฟียตในบัญชีธนาคารถูกออกแบบมาให้มนุษย์เป็นผู้สั่งการโดยตรง ต้องหยิบโทรศัพท์มาสแกนใบหน้า ยืนยันตัวตน และกดยืนยันการโอนด้วยตัวเอง

แต่สำหรับ Tokenized Money บนบล็อกเชน คุณอภินันท์เชื่อว่า ในอนาคตเงินเหล่านี้จะถูกควบคุมและสั่งการผ่านสัญญา Smart Contract ซึ่งเปิดทางให้ AI Agent เข้ามาทำหน้าที่สั่งการ ควบคุมการใช้เงิน และบริหารจัดการเงินแทนมนุษย์ได้ ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ลูกค้ากำหนดไว้ล่วงหน้า

โดยเขายกตัวอย่างว่า ในอนาคตผู้ใช้อาจไม่ต้องกดโอนเงินด้วยตัวเองอีกต่อไป แต่สามารถใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT หรือ Claude ในการสั่งรีวิวเงินหรือรับเงินในรูปแบบ Programmable Payment ได้เลย เพราะเป็นเหรียญที่ถูกควบคุมโดย Smart Contract ซึ่งคอมพิวเตอร์หรือ AI Agent สามารถเข้าถึงได้โดยตรง 

ความสามารถนี้คือ สิ่งที่เงินบาทปกติในระบบธนาคารแบบเดิมทำไม่ได้เลย และนี่คือเหตุผลที่ Stablecoin หรือระบบเงินแบบตั้งโปรแกรมได้จะกลายเป็นช่องทางเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสำหรับ AI Agent ในอนาคต

เฟส 1 วางรากฐานสำเร็จ แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่การสร้างการยอมรับ

คุณภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า Programmable Thai Baht Stablecoin ในเฟส 1 ประสบความสำเร็จและบรรลุเป้าหมายตามเกณฑ์ที่ตกลงร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยในระดับที่น่าพอใจ

ประเด็นท้าทายหลักที่ยังต้องแก้คือ การสร้างการรับรู้และการยอมรับระบบ เพราะระบบการชำระเงินของไทยในปัจจุบันอย่างพร้อมเพย์นั้นสะดวกสบาย และทำงานได้ดีอยู่แล้ว 

โจทย์สำคัญคือ ต้องค้นหา Pain Point ที่พร้อมเพย์ยังตอบโจทย์ไม่ได้ ในเฟส 1 ทีมงานโฟกัสไปที่กลุ่ม Retail เป็นหลัก แต่ยอมรับว่า ยังไม่ได้เข้าไปแก้ Pain Point นั้นตรง ๆ เป็นเพียงการวางรากฐาน และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานด้านไทยบาทดิจิทัลไว้ก่อน

Use Case ที่แท้จริงอยู่ที่นักท่องเที่ยวและการชำระเงินข้ามประเทศ

คุณภาสกร ปานนอก มองว่า Use Case ที่ควรมุ่งไปจริง ๆ คือ Tourist Digital Pay และการชำระเงินระหว่างประเทศ เพราะเป็นจุดที่ระบบนี้จะเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่าฝั่ง Retail สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้จึงเป็นการแก้ปัญหาปลายน้ำ ยังไม่ได้ลงไปแก้ปัญหาต้นน้ำอย่างแท้จริง

ความท้าทายในปัจจุบันคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่เปิดโอกาสให้บริการนี้ในเชิงพาณิชย์แก่สาธารณชนทั่วไปได้เต็มที่ แต่คุณภาสกรเชื่อมั่นว่า หากโครงการผ่านเฟสนี้ไปและได้รับการพัฒนาต่อยอด จะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินระหว่างประเทศ ระบบชำระเงินสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือแม้แต่การทำเหรียญสำหรับสินทรัพย์ในโลกจริงอย่างการ Tokenize หุ้นกู้หรือพันธบัตร ซึ่งนวัตกรรม THBK และ THBT สามารถนำมารองรับระบบเหล่านี้ได้ทั้งหมด สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้คือ การวางรากฐานให้มีระบบที่พร้อมต่อยอดในอนาคต


มุมมองผู้เขียน : โครงการ THB Programmable Payment กำลังเดินหน้าจากการทดลองในวงจำกัดไปสู่การขยายความร่วมมือกับพันธมิตรจำนวนมากขึ้น และเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนกว่าเดิมว่า จะไปเจาะ Pain Point ตรงไหน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและการชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นจุดที่ระบบการเงินแบบเดิมยังมีช่องว่างอยู่มาก ส่วนแนวคิดเรื่อง AI Agent เข้ามาบริหารจัดการเงินแทนมนุษย์ผ่าน Smart Contract ก็เป็นภาพอนาคตที่ชวนให้ติดตามไม่น้อย