สรุปข่าว
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจซื้อตราสารหนี้รัฐบาลของตัวเองคืนมากกว่า 34,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 1 ล้านล้านบาทภายในเดือนกันยายน 2026 โดยเฉพาะสัปดาห์หน้าที่มีวงเงินซื้อคืนสูงสุดราว 14,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่วงเงินสำหรับการซื้อคืนตราสารหนี้ระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเพิ่มวงเงินการซื้อคืนเพื่อเสริมสภาพคล่องในพันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี จากสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน 2026
- การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีอยู่ในระดับสูง โดยแตะประมาณ 5.25% ณ วันที่ 4 กันยายน ขณะที่ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เหนือระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว ทำให้ตลาดจับตาว่าโครงการซื้อคืนจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดความผันผวนในตลาดพันธบัตรได้มากเพียงใด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรในช่วงที่ตลาดการเงินกำลังเผชิญแรงกดดันด้านอัตราผลตอบแทน ถือเป็นปัจจัยที่อาจช่วยหนุนสภาพคล่องและ Sentiment ของสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่างการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังกับการทำ QE ของธนาคารกลาง เพราะ Treasury ระบุว่าเป้าหมายหลักคือการเพิ่มสภาพคล่องและทำให้ตลาดพันธบัตรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อดันราคาสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง ดังนั้นผลบวกต่อ Bitcoin จึงยังเป็นผลกระทบทางอ้อมและขึ้นอยู่กับการตอบสนองของตลาดเป็นสำคัญ
ตลาดการเงินโลกกำลังจับตาโครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อีกครั้ง หลัง Coin Bureau รายงานว่า Treasury อาจซื้อตราสารหนี้ของตัวเองคืนมากกว่า 34,000 ล้านดอลลาร์ภายในเดือนกันยายน โดยเฉพาะสัปดาห์หน้าที่อาจมีวงเงินซื้อคืนรวมสูงถึง 14,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่โครงการซื้อคืนตราสารหนี้ระยะยาวจะเพิ่มขนาดตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนเป็นต้นไป โดยข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการเพิ่มวงเงินซื้อคืนในกลุ่มพันธบัตรอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี จากสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการหนึ่งครั้ง
รายละเอียดตารางการซื้อคืน และทำไมวันที่ 9 กันยายนถึงสำคัญ
โครงการซื้อคืนของ Treasury แบ่งออกเป็นทั้งการซื้อคืนเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Liquidity Support) และการบริหารเงินสด โดย Treasury ระบุว่าในไตรมาสกรกฎาคม-กันยายน 2026 มีแผนซื้อคืนตราสารหนี้นอกชุดออกใหม่ เพื่อเสริมสภาพคล่องได้สูงสุด 38,000 ลานดอลลาร์ และซื้อคืนตราสารหนี้อายุ 1 เดือนถึง 2 ปีเพื่อบริหารเงินสดได้สูงสุดอีก 25,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่จุดเปลี่ยนสำคัญคือวันที่ 9 กันยายน เมื่อวงเงินซื้อคืนในกลุ่มพันธบัตรระยะยาวจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 เท่า จากเดิมสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้งเป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ และจะใช้วงเงินใหม่นี้ไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
ทำไมกระทรวงการคลังต้องทำแบบนี้: ปัญหาดอกเบี้ยพันธบัตร 30 ปี
แรงกดดันสำคัญมาจากต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีอยู่ในระดับสูงมาก โดยข้อมูล Treasury วันที่ 4 กันยายนแสดงผลตอบแทนที่ประมาณ 5.24% และในช่วงปลายเดือนสิงหาคมเคยขึ้นไปแตะ 5.25% ขณะเดียวกันภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เหนือ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีแล้ว และมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อการบริหารหนี้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ของโครงการซื้อคืนไม่ได้หมายความว่า Treasury กำลังพยายามกำหนดระดับผลตอบแทนพันธบัตรโดยตรง แต่ต้องการสร้างช่องทางให้ผู้ถือพันธบัตรสามารถขายตราสารที่ต้องการออกมาได้ง่ายขึ้น และช่วยลดความผันผวนในตลาดพันธบัตรระยะยาว
Bessent พูดอะไร และย้อนดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับ Bitcoin
Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ย้ำว่าการซื้อคืนมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องของตลาด ไม่ใช่การควบคุมทิศทางของอัตราผลตอบแทน และในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดเขาระบุว่า Treasury “ยังไม่ได้ซื้ออะไรเลย” ณ เวลาที่ให้สัมภาษณ์ ประเด็นนี้ทำให้วันที่ 9-10 กันยายนมีความสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่ตลาดจะเริ่มเห็นผลของการเพิ่มขนาดโครงการตามแผนอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันตลาดคริปโตให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากการขยายโครงการครั้งก่อนในเดือนสิงหาคมถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยหนุน Bitcoin ให้ปรับตัวขึ้นแรง โดย Coin Bureau อ้างว่าครั้งก่อน Bitcoin เคยพุ่งขึ้นประมาณ 22% ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังการขยายโครงการ
ผู้เขียนมองว่า การเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรของ Treasury เป็นปัจจัยที่น่าจับตาสำหรับตลาดคริปโต เพราะแม้จะไม่ใช่ QE และไม่ได้มีเป้าหมายโดยตรงเพื่อเพิ่มราคาของสินทรัพย์เสี่ยง แต่การช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรอาจส่งผลต่อภาพรวมของสภาพคล่องทางการเงินและ Sentiment ของนักลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม การที่ Bitcoin เคยปรับตัวขึ้นแรงหลังการประกาศครั้งก่อน ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นซ้ำในเดือนกันยายน เนื่องจากตลาดอาจรับรู้ข่าวไปบางส่วนแล้ว สิ่งที่ควรจับตาจริง ๆ คือการดำเนินการในวันที่ 9-10 กันยายน การเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี และสภาพคล่องในตลาดโดยรวม เพราะปัจจัยเหล่านี้จะช่วยบอกได้ว่าโครงการซื้อคืนกำลังส่งผลต่อภาวะการเงินจริงมากน้อยเพียงใด
แหล่งอ้างอิง:

