bitkub-banner

BNB Chain ชี้ลดค่า Gas ไม่ใช่คำตอบของเครือข่ายอีกต่อไป บล็อกเชนต้องเน้นสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Nina Rong ผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของ BNB Chain มองว่า การลดค่าธรรมเนียม Gas ไม่ควรเป็นเป้าหมายหลักของอุตสาหกรรมบล็อกเชนอีกต่อไป
  • สิ่งที่สำคัญกว่า คือการสร้าง โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนให้เครือข่ายสามารถสร้างรายได้และนำเงินกลับไปลงทุนด้านเทคโนโลยีและการเติบโต
  • BNB Chain เองลด Gas ลงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา แต่กำลังขยับโฟกัสไปที่ การสร้างระบบนิเวศ, Stablecoin, RWA และการใช้งานจริง มากขึ้น

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

มุมมองดังกล่าวถือเป็นทิศทางเชิงบวกเล็กน้อยต่อ BNB ในระยะยาว หาก BNB Chain สามารถเปลี่ยนจากเครือข่ายที่มีจุดขายเรื่อง “ค่าธรรมเนียมถูก” ไปเป็นเครือข่ายที่สร้างรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้ สิ่งที่ตลาดควรจับตาจึงไม่ใช่แค่ “Gas ถูกลงอีกเท่าไร” แต่เป็นว่า ผู้ใช้งานและเงินทุนบน BNB Chain สร้างรายได้ให้กับระบบนิเวศได้มากแค่ไหน เพราะท้ายที่สุดแล้วกิจกรรมต่าง ๆ บนเครือข่าย, รายได้ และการใช้งานจริงมีโอกาสเชื่อมโยงกับมูลค่าของ BNB ผ่านค่าธรรมเนียม, การ Burn และความต้องการใช้งานเหรียญจริง

BNB Chain มอง “ลดค่า Gas” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

Nina Rong ผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของ BNB Chain แสดงมุมมองว่าอุตสาหกรรมบล็อกเชนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ การลดค่าธรรมเนียม Gas เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป โดยสิ่งทีบล็อกเชนสาธารณะจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากกว่าคือการสร้างโมเดลธุรกิจที่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว

Nina มองว่าเครือข่ายควรสามารถสร้างรายได้จากกิจกรรมบนบล็อกเชนและนำรายได้เหล่านั้นกลับไปลงทุนในเทคโนโลยี รวมถึงการขยายระบบนิเวศซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ทั้งค่าธรรมเนียม, การแบ่งรายได้หรือพาร์ทเนอร์ในเชิงพาณิชย์

ประเด็นนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมจากยุคที่บล็อกเชนมีการแข่งขันกันด้วยคอนเซปต์ใคร “ถูกกว่า เร็วกว่า” ไปสู่ยุคที่ต้องตอบคำถามสำคัญกว่าเดิมว่า “แล้วใครเป็นคนจ่าย และเครือข่ายจะอยู่รอดทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?”

BNB Chain เองก็เคยทุ่มกับการลด Gas อย่างหนัก

น่าสนใจว่า BNB Chain เป็นหนึ่งในเครือข่ายที่เดินหน้าลดต้นทุนธุรกรรมอย่างจริงจังในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ข้อมูลจาก BNB Chain ระบุว่าค่า Gas ของ BNB Smart Chain ลดลงจากประมาณ 1 Gwei เหลือ 0.05 Gwei หรือประมาณ 20 เท่า ขณะที่ระยะเวลาบล็อกนั้นลดจาก 3 วินาทีเหลือเพียง 0.45 วินาที

การลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวทำให้ BNB Chain สามารถรองรับธุรกรรมจำนวนมากในต้นทุนที่ต่ำ และกลายเป็นหนึ่งในจุดขายหลักของเครือข่ายมานานหลายปี

แต่ปัจจุบัน BNB Chain เองก็กำลังเดินหน้าไปไกลกว่าเรื่องค่าธรรมเนียม โดย Roadmap ปี 2026 ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย, ความเร็ว, ความสามารถในการรองรับธุรกรรมและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Stablecoin, RWA, AI และการใช้งานระดับสถาบัน

จาก “Gas ถูก” สู่ “สร้างรายได้จริง”

เหตุผลที่เรื่องโมเดลธุรกิจอย่างยั่งยืนกลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น เพราะบล็อกเชนจำนวนมากสามารถลดค่าธรรมเนียมจนเกือบเป็นศูนย์ได้ แต่ ค่าธรรมเนียมต่ำไม่ได้แปลว่าเครือข่ายมีธุรกิจที่ยั่งยืน

ข้อมูลจาก VanEck ระบุว่า BNB Chain สร้างเม็ดเงินจากการใช้งานเครือข่ายได้ประมาณ 259 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน และยังสร้างค่าธรรมเนียมได้ประมาณ 63 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2026 ขณะที่แอปพลิเคชันที่สร้างอยู่บน BNB Chain มีรายได้จากค่าธรรมเนียมรวมประมาณ 757 ล้านดอลลาร์ในปี 2025

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ธุรกรรมบนบล็อกเชนสามารถสร้างกิจกรรมในทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าจริงได้ และนี่อาจเป็นสิ่งที่เครือข่ายต่าง ๆ ต้องการมากกว่าการประกาศลด Gas อีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์

อีกจุดที่น่าสนใจคือ BNB ไม่ได้มีแค่เรื่องของการใช้งานสำหรับจ่ายค่า Gas แต่ยังมีระบบ BNB Burn ที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมของเครือข่าย

BNB Chain ใช้ทั้งการ Auto-Burn รายไตรมาสและ Real-Time Burn ซึ่งจะนำส่วนหนึ่งของ Gas Fee ที่เกิดขึ้นบน BNB Smart Chain ไปเบิร์นออกจาก Supply โดยถาวร ขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการลด Supply จาก 200 ล้าน BNB ให้เหลือ 100 ล้าน BNB

ดังนั้น หากระบบนิเวศของเครือข่ายสามารถเพิ่มการใช้งานได้จริง ก็มีโอกาสสร้างค่าธรรมเนียมมากขึ้น ขณะเดียวกันกลไกการ Burn ก็จะทำงานตามกิจกรรมของเครือข่าย

นี่จึงเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ Nina กำลังพูดถึง นั่นคือบล็อกเชนไม่ควรแข่งขันกันแค่เรื่องต้นทุน แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่สามารถหมุนเงินกลับเข้าสู่เครือข่ายได้


คำพูดของ Nina Rong สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมบล็อกเชนจากยุคที่เครือข่ายต่าง ๆ แข่งขันกันว่าใคร เร็วกว่า, ถูกกว่าและรองรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นได้มากกว่า ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่าอย่าง “ใครสามารถสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง?”

BNB Chain เองถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะเครือข่ายสามารถลด Gas ลงอย่างมากจนเหลือระดับที่ต่ำมากแล้ว แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไปคือจะสามารถเปลี่ยนฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้และฐานเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ได้หรือไม่

ส่วนตัวมองว่าประเด็นนี้น่าจะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นใหญ่ของตลาดบล็อกเชนในเฟสถัด ๆ ไป เพราะการมีค่าธรรมเนียมถูกอย่างเดียวอาจดึงผู้ใช้เข้ามาได้ แต่ การมีโมเดลธุรกิจที่ทำเงินได้จริงต่างหากที่จะทำให้ระบบนิเวศอยู่รอดในตลาดขาลงและเติบโตต่อได้ในระยะยาว และ BNB Chain กำลังพยายามพิสูจน์เรื่องนี้อยู่

ที่มา : Cointelegraph, VanECK, BNBchain