bitkub-banner

แก๊งมาเฟียไอริชเช่าตู้นิรภัยส่วนตัวเก็บ Seed Phrase และ Private Key คริปโทฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • แก๊งอาชญากรไอร์แรนด์นำ Seed Phrase และ Private Key ของกระเป๋าคริปโทฯ ไปซ่อนในตู้นิรภัยส่วนตัว ร่วมกับเงินสด นาฬิกา และพาสปอร์ต
  • ตำรวจยอมรับว่า คริปโทยังถูกใช้แค่ในระดับเริ่มต้น ขณะที่เงินสดยังเป็นช่องทางหลักของเงินผิดกฎหมาย แต่ทางการกำลังเพิ่มมาตรการ AML
  • CAB กำลังจัดการคดี 6,000 BTC ที่ยึดได้ในปี 2019 และสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้แล้วกว่า 130 ล้านยูโร จากมูลค่ารวมราว 360 ล้านยูโร

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

สำนักงานทรัพย์สินทางอาญาแห่งไอร์แลนด์ (CAB) เปิดเผยว่า แก๊งอาชญากรบางกลุ่มเริ่มนำ Seed Phrase และ Private Key ไปเก็บในตู้นิรภัยส่วนตัวร่วมกับเงินสดและของมีค่า โดยเชื่อว่า คริปโทช่วยกระจายความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์ แม้ตำรวจยืนยันว่า การใช้คริปโทในโลกอาชญากรรมของไอร์แลนด์ยังอยู่ในระดับเริ่มต้นและเงินสดยังเป็นช่องทางหลัก ขณะเดียวกันไอร์แลนด์กำลังยกระดับกฎต่อต้านการฟอกเงินตามมาตรฐาน EU โดยเฉพาะธุรกิจคริปโท นอกจากนี้ CAB ยังเดินหน้าจัดการ Bitcoin 6,000 BTC ที่ยึดได้ในปี 2019 และสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้แล้วกว่า 130 ล้านยูโร

แก๊งมาเฟียในประเทศไอร์แลนด์เริ่มนำ Seed Phrase และ Private Key ของกระเป๋าคริปโทไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยส่วนตัว ร่วมกับเงินสด นาฬิกา และหนังสือเดินทาง หวังลดความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์ ขณะที่ตำรวจไอร์แลนด์ยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่สมมติฐาน แต่เป็นสิ่งที่พบจากการสืบสวนคดีจริง

Michael Gubbins นายตำรวจระดับสูงจากสำนักงานทรัพย์สินทางอาญาแห่งไอร์แลนด์ (CAB) เปิดเผยกับ Sunday Independent ว่า อาชญากรบางกลุ่มกำลังนำข้อมูลสำคัญสำหรับเข้าถึงกระเป๋าคริปโทไปเก็บไว้ในตู้นิรภัยส่วนตัว

สิ่งที่พบในตู้นิรภัยไม่ได้มีเพียงคริปโทฯ แต่ยังรวมถึง เงินสด นาฬิกา และหนังสือเดินทาง โดย Gubbins ระบุว่า “คีย์คริปโทเคอร์เรนซี” เป็นหนึ่งในสิ่งที่เจ้าหน้าที่พบจากประสบการณ์การทำงานจริง และข้อมูลดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้คณะกรรมการของรัฐบาลที่รับผิดชอบด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแล้ว

Gubbins ระบุว่า แก๊งอาชญากรบางส่วนหันมาใช้คริปโทเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถูกยึดทรัพย์ เพราะเชื่อว่า สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถช่วยปกปิดตัวตนได้

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าคริปโทไม่ได้ไร้ความเสี่ยง ทั้งจากความผันผวนของราคา และความเป็นไปได้ที่เจ้าของจะทำรหัสสำหรับเข้าถึงกระเป๋าเงินสูญหาย ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้อีก

ถึงอย่างนั้น การใช้คริปโทในกลุ่มอาชญากรของไอร์แลนด์ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น โดย Gubbins ระบุว่า เงินสดยังคงเป็นช่องทางหลักของเงินผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในธุรกิจค้ายาเสพติด

นอกจากคริปโทแล้ว CAB ยังพบว่า กลุ่มอาชญากรใช้บริการมืออาชีพด้านการฟอกเงิน รวมถึงระบบ Hawala ซึ่งเป็นเครือข่ายโอนเงินนอกระบบที่สามารถรับเงินสดในประเทศหนึ่งและจ่ายเงินออกในอีกประเทศหนึ่งโดยไม่ต้องขนเงินสดข้ามพรมแดน

Gubbins ประเมินว่ าผู้ให้บริการลักษณะดังกล่าวอาจเรียกค่าคอมมิชชันประมาณ 6%

ในการสืบสวนคดีหนึ่ง CAB สามารถยึดเงินสดได้ถึง 230,000 ยูโร จากตู้นิรภัยของบริษัทให้บริการตู้นิรภัยส่วนตัว

การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ไอร์แลนด์กำลังเตรียมรับกฎต่อต้านการฟอกเงินของสหภาพยุโรปที่จะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า

มาตรการใหม่จะห้ามธุรกรรมเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 10,000 ยูโร และกำหนดให้ธุรกิจต้องตรวจสอบตัวตนของลูกค้าที่ใช้จ่ายเงินสดตั้งแต่ 3,000 ยูโรขึ้นไป

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการสินทรัพย์คริปโท ร้านค้าสินค้าแบรนด์เนม และแพลตฟอร์มระดมทุน จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น

ไอร์แลนด์เพิ่งเผยแพร่ยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยเพิ่มความสำคัญกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล

6,000 BTC กับ Private Key ที่หายไป

อีกหนึ่งคดีที่สะท้อนความสำคัญของเรื่อง Private Key ได้ชัดเจนคือ คดี Bitcoin จำนวน 6,000 BTC ที่ CAB ยึดจากพ่อค้ากัญชาในปี 2019

เจ้าของเดิมได้จด Private Key ของกระเป๋าเงินเอาไว้และซ่อนในกล่องใส่อุปกรณ์ตกปลา แต่กล่องดังกล่าวกลับสูญหายไป ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลายปีในการหาทางเข้าถึง Bitcoin

ล่าสุด CAB ได้รับความช่วยเหลือจาก Europol และสามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินใบแรกจากทั้งหมด 12 ใบได้สำเร็จเมื่อเดือนมีนาคม

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถแปลงสินทรัพย์ออกมาได้แล้วมากกว่า 130 ล้านยูโร จากมูลค่าการถือครองทั้งหมดที่ประเมินไว้ราว 360 ล้านยูโร และเมื่อปีที่ผ่านมา CAB ยังสามารถส่งเงินกลับคืนสู่คลังของรัฐบาลไอร์แลนด์ได้เกือบ 15 ล้านยูโร

ที่มา:decrypt


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่าจับตาจากเคสนี้ไม่ใช่แค่การที่อาชญากรหันมาใช้คริปโทฯ แต่คือ พัฒนาการของตำรวจที่สามารถติดตามและเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้น จากเดิมที่ Private Key อาจเป็นกำแพงสำคัญในการยึดทรัพย์ วันนี้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังพัฒนาทั้งเทคนิคและความเชี่ยวชาญ จนสามารถตามเงินและเข้าถึงคริปโทที่เคยถูกซ่อนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ