bitkub-banner

Ethereum เตรียมอัปเกรดใหญ่ให้ผู้ใช้งานจ่ายค่าธรรมเนียมเครือข่ายได้โดยไม่ต้องถือ ETH

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักพัฒนา Ethereum ได้บรรจุข้อเสนอ EIP-8141 หรือที่รู้จักในชื่อ Frame Transactions เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเกรดเครือข่ายครั้งสำคัญภายใต้ชื่อรหัส Hegotá ซึ่งมีกำหนดการปรับปรุงระบบอย่างเป็นทางการในปี 2027
  • ฟีเจอร์ใหม่นี้จะแยกขั้นตอนการทำธุรกรรมออกจากการจ่ายค่าธรรมเนียมทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้เหรียญ Stablecoin จ่ายแทนค่าแก๊สหรืออนุญาตให้แอปพลิเคชันเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมแทนได้โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องซื้อเหรียญ ETH มาเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลอีกต่อไป
  • Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายได้ออกมายืนยันถึงความคืบหน้าของฟีเจอร์นี้ว่ามีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาซึ่งระบบยังสามารถมัดรวมคำสั่งการอนุมัติและการโอนเข้าด้วยกันเพื่อป้องกันความผิดพลาดและยังปูทางไปสู่การใช้ระบบยืนยันตัวตนที่ทนทานต่อคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

เนื่องจากการแก้ปัญหาความยุ่งยากเรื่องค่าธรรมเนียมจะช่วยลดกำแพงการเข้าถึงและดึงดูดผู้ใช้งานหน้าใหม่ให้เข้ามาทำธุรกรรมบนเครือข่ายได้ง่ายขึ้นซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายระบบนิเวศและเพิ่มมูลค่าให้กับเครือข่ายในอนาคต

นักพัฒนาหลักของเครือข่าย Ethereum ได้ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญด้วยการยืนยันว่าข้อเสนอ EIP-8141 หรือ Frame Transactions ได้รับการบรรจุเข้าเป็นวาระเตรียมการอัปเกรดโครงสร้างเครือข่ายที่ใช้ชื่อรหัสว่า Hegotá เรียบร้อยแล้ว โดยการอัปเกรดใหญ่นี้มีกำหนดการที่จะเกิดขึ้นในปี 2027 ซึ่งจะตามหลังการอัปเกรด Glamsterdam ที่เตรียมจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเข้ามาพลิกโฉมประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดย Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนข้อเสนอนี้ได้ออกมายืนยันผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่าตัวระบบได้รับการพัฒนาและมีความคืบหน้าอย่างเงียบๆ ไปมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ปัญหาหลักที่ผู้ใช้งานบล็อกเชนต้องเผชิญมาตลอดคือการที่กระเป๋าเงินดิจิทัลจำเป็นต้องมีเหรียญ ETH เก็บสำรองไว้เพื่อใช้เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับการทำธุรกรรมทุกประเภท หากไม่มีเหรียญดังกล่าว ผู้ใช้งานก็จะไม่สามารถโอนย้ายสินทรัพย์อื่นหรือเหรียญ Stablecoin ที่มีมูลค่าหลายร้อยดอลลาร์ออกจากกระเป๋าได้เลย ระบบ Frame Transactions จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยการแยกขั้นตอนของธุรกรรมออกเป็นส่วนๆ ประกอบด้วยการตรวจสอบสิทธิ์ผู้ใช้งาน การระบุผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม และการสั่งรันคำสั่ง กลไกนี้เปิดโอกาสให้บัญชีผู้ส่งเงินและบัญชีผู้จ่ายค่าธรรมเนียมไม่จำเป็นต้องเป็นบุคคลเดียวกันอีกต่อไป

ภายใต้ระบบใหม่นี้ แอปพลิเคชันด้านการชำระเงินสามารถเลือกที่จะออกค่าธรรมเนียมให้กับผู้ใช้งาน หรือสามารถหักเอาเหรียญ Stablecoin ของผู้ใช้ไปแปลงเพื่อจ่ายบิลค่าธรรมเนียมเป็น ETH แทนได้โดยตรง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วระบบของเครือข่ายและผู้ตรวจสอบธุรกรรมก็ยังคงได้รับผลตอบแทนเป็นเหรียญ ETH ตามปกติ ในขณะที่ฝั่งผู้ใช้งานทั่วไปไม่จำเป็นต้องวุ่นวายกับการไปหาซื้อเหรียญ ETH มาตุนไว้อีกต่อไป แม้ปัจจุบันจะมีบริการจากผู้ให้บริการภายนอกที่ช่วยอำนวยความสะดวกในลักษณะนี้บ้างแล้ว แต่ฟีเจอร์ใหม่จะนำกระบวนการทั้งหมดฝังรากลึกลงไปในระดับโปรโตคอลพื้นฐานของ Ethereum ทำให้การทำงานไหลลื่นและไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง

นอกจากประโยชน์ด้านค่าธรรมเนียมแล้ว ระบบยังช่วยจัดกลุ่มคำสั่งที่มีความเกี่ยวเนื่องกันให้ทำงานแบบรวบยอดได้ ตัวอย่างเช่นการเทรดโทเคนในปัจจุบันที่ผู้ใช้งานต้องกดอนุมัติสิทธิ์ให้แอปพลิเคชันเข้าถึงเหรียญก่อน แล้วจึงค่อยกดส่งคำสั่งเทรดแยกอีกครั้ง ซึ่งหากการเทรดล้มเหลว สิทธิ์ที่เคยอนุมัติไปก็จะยังคงค้างอยู่ในระบบและอาจเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ การอัปเกรดนี้จะมัดรวมขั้นตอนเหล่านี้เข้าด้วยกัน ซึ่งหากการเทรดไม่สำเร็จ สิทธิ์การเข้าถึงก็จะถูกยกเลิกไปพร้อมกันทันที นอกจากนี้ระบบการตรวจสอบสิทธิ์แบบใหม่ยังเปิดประตูไปสู่การใช้ระบบยืนยันตัวตนที่ยืดหยุ่นขึ้น ซึ่งรวมถึงการรองรับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สามารถต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ในอนาคตโดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องย้ายสินทรัพย์ไปที่อยู่ใหม่

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การที่เครือข่ายระดับโลกอย่าง Ethereum พยายามทลายข้อจำกัดเรื่องความซับซ้อนในการใช้งานถือเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการผลักดันเทคโนโลยีบล็อกเชนไปสู่ผู้ใช้งานกระแสหลัก การบังคับให้มือใหม่ต้องไปหาวิธีซื้อเหรียญประจำเครือข่ายมาจ่ายค่าธรรมเนียมถือเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สกัดกั้นการเติบโตมาอย่างยาวนาน แม้ว่าการอัปเกรดนี้จะต้องรอไปถึงปี 2027 แต่การนำคุณสมบัติเหล่านี้มาฝังไว้เป็นมาตรฐานหลักของระบบจะช่วยสร้างแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้งานง่ายเหมือนแอปพลิเคชันการเงินทั่วไป ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลดีต่อภาพรวมและมูลค่าของระบบนิเวศ Ethereum อย่างยั่งยืน