bitkub-banner

ลูกชาย Joe Biden เตรียมเปิดตัวเหรียญมีม LAPTOP หวังเกาะกระแสการเมือง ล้อเลียนคดีฉาวในอดีต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Hunter Biden บุตรชายของอดีตประธานาธิบดี Joe Biden เตรียมกระโดดเข้าสู่วงการคริปโตด้วยการเปิดตัวเหรียญมีมชื่อย่อ LAPTOP บนเครือข่ายเลเยอร์สองอย่าง Base ในวันที่ 9 กันยายนนี้ โดยหยิบยกเอาประเด็นคอมพิวเตอร์พกพาหลุดที่เคยเป็นข่าวดังในแวดวงการเมืองสหรัฐฯ มาเป็นธีมหลักของโปรเจกต์
  • โครงสร้างเหรียญกำหนดสัดส่วนให้ทีมผู้ก่อตั้งถือครอง 30% พร้อมติดเงื่อนไขห้ามเทขายในช่วง 6 เดือนแรก ขณะที่อีก 20% จะถูกนำไปแจกจ่ายให้กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ซึ่งรวมถึงนักลงทุนที่เคยขาดทุนจากเหรียญ TRUMP ของ Donald Trump และผู้ติดตามช่องทางออนไลน์ของเขา
  • โปรเจกต์นี้มาพร้อมกลไกเผาเหรียญทิ้งตามเงื่อนไขเหตุการณ์ทางการเมืองและการเงิน เช่น การที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตคว้าชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 หรือราคา Bitcoin พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากเช่นเดียวกับเหรียญมีมการเมืองตัวอื่นๆ ในอดีต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

เนื่องจากเหรียญดังกล่าวจัดเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรในกลุ่มเหรียญมีมที่ไม่มีมูลค่าพื้นฐานรองรับและมีความผันผวนสูงมาก จึงเน้นสร้างกระแสความสนใจในกลุ่มชุมชนเฉพาะมากกว่าที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดในภาพรวม

Hunter Biden ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี Joe Biden กำลังเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ตลาดคริปโตด้วยการเปิดตัวเหรียญมีมเป็นของตัวเอง โดยเลือกหยิบยกเอาประเด็นอื้อฉาวเรื่องคอมพิวเตอร์พกพาหลุดเมื่อปี 2020 ซึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองสหรัฐฯ มาทำเป็นธีมของเหรียญที่ใช้ชื่อย่อว่า LAPTOP มีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 กันยายนนี้ บนเครือข่าย Base ซึ่งเป็นเลเยอร์สองของ Ethereum ที่พัฒนาขึ้นโดย Coinbase

การเปิดตัวเหรียญนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Hunter เริ่มปรากฏตัวในสื่อบ่อยครั้ง ทั้งการไปออกรายการพอดแคสต์และรายการโทรทัศน์ต่างๆ โดยเขาได้แสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าการเงินแบบกระจายศูนย์คืออนาคตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังร่วมแสดงความคิดเห็นในข้อพิพาทระหว่างโปรเจกต์ World Liberty Financial ของตระกูล Trump กับ Justin Sun อีกด้วย

สำหรับโครงสร้างเหรียญ LAPTOP มีการกำหนดอุปทานรวมไว้ที่ 1,000 ล้านโทเคน โดยทางกลุ่มผู้ก่อตั้งรวมถึงตัว Hunter จะถือครองเหรียญไว้ในสัดส่วน 30% ซึ่งเหรียญส่วนนี้จะถูกล็อกห้ามขายในช่วง 6 เดือนแรก และจะทยอยปลดล็อกทั้งหมดภายในเวลา 2 ปี ส่วนอีก 20% จะถูกนำไปแจกจ่ายให้กับผู้ใช้งานที่ผ่านเกณฑ์ เช่น ผู้ที่เคยขาดทุนจากการลงทุนในเหรียญ TRUMP ของ Donald Trump สมาชิกที่กดติดตาม Substack ของ Hunter รวมถึงผู้ที่อยู่ในรายชื่ออีเมลของผู้สื่อข่าววิดีโออย่าง Andrew Callaghan

จุดเด่นอีกอย่างของโปรเจกต์นี้คือการออกแบบระบบเผาเหรียญให้ผูกติดกับเหตุการณ์ทางการเมืองและตลาดการเงิน โดยตั้งเงื่อนไขไว้ 30 เหตุการณ์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงตามที่กำหนดก็จะมีการเผาเหรียญทิ้งสูงสุดถึง 30% ของจำนวนทั้งหมด ตัวอย่างเช่น การที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2028 หรือการที่ราคา Bitcoin ทำสถิติราคาสูงสุดใหม่ ตลอดจนการที่มูลค่าตลาดรวมของเหรียญ LAPTOP แซงหน้าเหรียญ TRUMP ได้สำเร็จ และหากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้น เหรียญในสัดส่วนดังกล่าวจะถูกนำไปบริจาคเพื่อการกุศลแทน ขณะที่อุปทานที่เหลืออีก 20% จะถูกจัดสรรไปใช้ด้านสภาพคล่อง ค่าใช้จ่ายด้านกฎหมาย และการบริหารจัดการของมูลนิธิ

การเปิดตัวของเหรียญ LAPTOP นับเป็นการตอกย้ำกระแสความนิยมของเหรียญมีมการเมืองในสหรัฐฯ ที่ยังคงมีออกมาเรื่อยๆ ทว่าบทเรียนจากอดีตของเหรียญอย่าง TRUMP ที่เคยมีมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นไปถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะร่วงหนักลงมาเหลือเพียงประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ และซื้อขายกันแถว 2 ดอลลาร์ในปัจจุบัน รวมถึงเหรียญของบุคคลอื่นๆ เช่น Melania Trump หรืออดีตนายกเทศมนตรี Eric Adams ต่างก็เผชิญกับชะตากรรมราคาร่วงลงอย่างหนักหลังจากหมดกระแสความสนใจในระยะแรก

ที่มา: WSJ


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า เหรียญมีมการเมืองมักจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเกาะกระแสความขัดแย้งและการพูดถึงในสังคมระยะสั้นเท่านั้น แม้ว่ากลไกการเผาเหรียญตามเหตุการณ์การเมืองจะดูแปลกใหม่และสร้างความบันเทิงให้ผู้ถือเหรียญได้ลุ้นกัน แต่แก่นแท้ของเหรียญยังคงขาดปัจจัยพื้นฐานและการใช้งานจริง การถือครองเหรียญของผู้ก่อตั้งในสัดส่วนที่สูงถึง 30% ถือเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวังอย่างมาก เพราะหากหมดช่วงเวลาล็อกเหรียญก็มีโอกาสเกิดแรงเทขายทำกำไรได้ตลอดเวลา นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลด้วยความรอบคอบและหลีกเลี่ยงการนำเงินก้อนใหญ่เข้ามาเสี่ยงกับกระแสเก็งกำไรในลักษณะนี้