bitkub-banner

ฝันร้ายเด็กจบใหม่ในจีนปี 2026 กว่า 12.7 ล้านรายโดน AI แย่งงานตั้งแต่จุดสตาร์ท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • บัณฑิตจบใหม่ในจีนกว่า 12.7 ล้านคนกำลังเผชิญตลาดแรงงานที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและ AI ที่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น
  • กรณีศึกษาของ Jin Shangyu บัณฑิตปริญญาโทด้านการผังเมืองจาก University of Hong Kong สะท้อนภาพชัดเจน เธอยื่นใบสมัครไปแล้วกว่า 150 แห่ง แต่ไม่มีที่ไหนตอบรับ แม้จะควักเงินเรียนคอร์ส AI เพิ่มเติมก็ตาม
  • จีนคือ ประเทศที่นำ AI มาใช้เร็วและกว้างที่สุดในโลก ด้วยแรงหนุนจากรัฐบาลและกระแสสังคม ทำให้ปัญหาการว่างงานของคนรุ่นใหม่รุนแรงกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bearish

สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดแรงงานจีนและกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อของคนรุ่นใหม่ แต่ในทางกลับกัน ก็กลายเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนหุ้นและธุรกิจสาย AI ซึ่งกำลังเข้ามาทำหน้าที่แทนแรงงานมนุษย์ในด้านการสร้างสรรค์เนื้อหา และการออกแบบขั้นเริ่มต้น

วิกฤตเงียบที่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกคือ “ชะตากรรมของเด็กจบใหม่” โดยเฉพาะในประเทศจีนที่กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่ เมื่อกองทัพบัณฑิตกว่า 12.7 ล้านคนต้องก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานพร้อมกันในปีนี้ ทว่าประตูแห่งโอกาสกลับถูกปิดตายด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และการเข้ามาแย่งงานของ AI ที่กำลังทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นสูญหายไปอย่างถาวร 

ส่งเรซูเม่ไป 150 ที่ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ “ความเงียบ” 

นี่คือชีวิตจริงของ “จิน” หญิงสาววัย 26 ปี บัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ที่กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหางานระดับเริ่มต้นในจีนและฮ่องกง เธอถึงขั้นยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินกว่า 400 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14,000 บาท) เพื่อลงเรียนคอร์ส AI หวังใช้เป็น “ไพ่ตาย” ให้ตัวเองโดดเด่นเตะตา HR ทว่าความจริงกลับโหดร้าย เพราะใบเซอร์เหล่านั้นไม่ได้ช่วยเปิดประตูห้องสัมภาษณ์ให้เธอเลยแม้แต่บานเดียว 

เสียงสะท้อนนี้ไม่ต่างอะไรจาก “จิน ซางอวี่” นักศึกษาปริญญาโทด้านการวางผังเมืองที่กำลังจะเรียนจบ เขากำลังยืนมองอุตสาหกรรมที่ตัวเองร่ำเรียนมาถูก AI พลิกโฉมไปต่อหน้าต่อตา ประกาศรับสมัครงานในตลาดหดตัวลงอย่างน่าใจหาย และเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ต้องการ “ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI” ระดับพระกาฬ ไม่ใช่ที่ยืนสำหรับมือใหม่

“ถ้าคนทำงานเก๋าเกมยังโดน AI แย่งงาน แล้วเด็กจบใหม่ที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าตลาดแรงงานจะเอาอะไรไปสู้? พวกเรานี่แหละคือเป้าหมายแรกที่ AI จะเข้ามาแทนที่” จิน กล่าวตัดพ้อถึงอนาคตที่มองไม่เห็นแม้แต่เส้นสตาร์ท

ตลาดแรงงานล้นทะลัก vs. การรุกรานของ AI 

ชะตากรรมอันน่าสิ้นหวังของจินเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตแรงงานระดับชาติที่กำลังก่อตัวขึ้น เพราะในปี 2026 นี้ คาดการณ์ว่าจะมีกองทัพบัณฑิตจบใหม่ในจีน ตบเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงานพร้อมกันถึง 12.7 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่พุ่งทะยานสูงสุดเป็นประวัติการณ์

กองทัพคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้กำลังถูกบีบอัดอยู่ตรงกลางของวิกฤตการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น “ความท้าทายสองมิติ” โดยในมิติแรก พวกเขาต้องกระโดดลงสนามแข่งขันในยุคที่เศรษฐกิจภาพรวมยังคงซบเซา ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงานและมีตำแหน่งจำกัด ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงเก้าอี้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดกันอย่างดุเดือด

ขณะเดียวกันในมิติที่สอง ซึ่งถือเป็นอุปสรรคระลอกใหม่ที่น่ากลัวที่สุดคือ การต้องปะทะกับกำแพงที่มองไม่เห็นอย่างเทคโนโลยี AI ที่กำลังรุกคืบเข้ามารื้อโครงสร้างอุตสาหกรรมแบบถอนรากถอนโคน 

ปรากฏการณ์นี้กำลังเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกบุคลากรไปตลอดกาล และที่เลวร้ายที่สุดคือ มันกำลังส่งผลให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ก้าวแรกและสนามฝึกซ้อมของเด็กจบใหม่ ถูกปัญญาประดิษฐ์กลืนกินและเสี่ยงที่จะสูญหายไปโดยจนกลายเป็นวิถี New Normal

อัตราว่างงานพุ่ง รัฐบาลปักกิ่งนั่งไม่ติดเก้าอี้ 

แม้ปัญญาประดิษฐ์แย่งงานจะเป็นปัญหาโครงสร้างที่เด็กจบใหม่ “ทั่วโลก” ต้องเจอ แต่สำหรับประเทศจีน แรงสั่นสะเทือนนี้รุนแรงกว่าที่อื่นหลายเท่าตัว เนื่องจากจีนคือชาติที่อัดฉีดและรับนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจรวดเร็วที่สุดในโลก

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ตัวเลขว่างงานที่พุ่งทะยานจนน่าตกใจ โดยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวในเขตเมือง (อายุ 16-24 ปี) พุ่งไปแตะระดับ 17.9% ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า ภาคธุรกิจไม่สามารถสร้างตำแหน่งงานที่เหมาะสมได้ทันกับกองทัพบัณฑิตที่ผลิตออกมาล้นตลาด

สก็อตต์ ซิงเกอร์ นักวิจัยจากสถาบัน Carnegie Endowment for International Peace ชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวนี้ว่า ปัญหาเด็กจบใหม่เตะฝุ่น ถือเป็น “เรื่องคอขาดบาดตาย” สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐบาล ผูกติดอยู่กับคำสัญญาที่ว่าจะสร้างความมั่งคั่งให้ประชาชน หากปล่อยให้คนหนุ่มสาวว่างงานและสิ้นหวังต่อไป นี่อาจเป็นชนวนระเบิดของความไม่สงบทางการเมืองในอนาคต

งัดไม้แข็ง! ศาลจีนสั่งห้ามอ้างใช้ AI ลดต้นทุนเพื่อเลิกจ้าง

เมื่อสถานการณ์เริ่มตึงเครียด รัฐบาลปักกิ่งจึงไม่อาจนิ่งเฉย และเริ่มส่งสัญญาณเตือนอย่างดุดันไปยังภาคธุรกิจ รัฐบาลใช้ช่องทางศาลในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยชี้ขาดในหลายคดีว่า “บริษัทไม่อาจใช้เหตุผลเรื่องการนำ AI มาช่วยประหยัดต้นทุน เป็นข้ออ้างอันชอบธรรมในการเลิกจ้างพนักงานได้เด็ดขาด”

นอกจากนี้ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลยังได้งัดมาตรการอุดหนุนการจ้างงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมเร่งกดดันให้นายจ้างจัดอบรมอัพสกิล เพื่อช่วยให้แรงงานมนุษย์สามารถปรับตัวทำงานร่วมกับ AI ได้

จนถึงวันนี้ สึนามิ AI ได้กลืนกินตำแหน่งงานในภาคการผลิตและธุรกิจส่งอาหารของจีนไปแล้วอย่างเห็นได้ชัด และบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ผลกระทบที่จะเกิดกับฝั่งพนักงานออฟฟิศนั้น เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

สำหรับบัณฑิตจบใหม่ในเวลานี้ การหาทางตั้งหลักให้ได้ในตลาดแรงงานที่ผันผวน ถือเป็นภารกิจที่แสนสาหัส สิ่งเดียวที่พอจะช่วยเยียวยาจิตใจพวกเขาได้ในตอนนี้ อาจเป็นเพียงการหันมองซ้ายขวา และพบว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ต่างก็กำลังติดอยู่ในพายุลูกเดียวกัน


มุมมองผู้เขียน : เรื่องนี้สะท้อนภาพที่น่ากังวลไม่น้อย เพราะเมื่อ AI เข้ามาทำหน้าที่แทนงานขั้นพื้นฐานที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของคนจบใหม่ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน แต่คือ โอกาสสั่งสมประสบการณ์ที่จะต่อยอดไปสู่สายอาชีพที่สูงขึ้น

 หากภาครัฐและภาคการศึกษาไม่เร่งปรับหลักสูตรและสร้างเส้นทางอาชีพใหม่ให้ทันการเปลี่ยนแปลง ปัญหานี้อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในจีน แต่จะลามไปเป็นวิกฤตร่วมของบัณฑิตทั่วโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า