bitkub-banner

ย้อนรอย 16 ปี: เมื่อนักขุดบุกเบิกมองว่าค่าไฟ 5.68 ดอลลาร์ แลกกับ 50 BTC คือ “ขาดทุน” 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • โพสต์เก่าจากเว็บบอร์ด Bitcoin เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2010 ถูกขุดคุ้ยกลับมาอีกครั้ง หลังนักขุดยุคบุกเบิกชื่อ “TTBit” คำนวณค่าไฟจากการขุดบล็อกที่ได้รางวัล 50 BTC ด้วยคอมพิวเตอร์กินไฟ 140 วัตต์ ออกมาอยู่ที่ $5.68 หรือราว 186.83 บาท
  • ในตอนนั้นราคา Bitcoin แกว่งอยู่แค่ $0.10-$0.30 และสภาพคล่องต่ำมาก จนทำให้การขุดถูกมองว่า เป็นการลงทุนที่ขาดทุน แต่เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันที่ $78,810 ต่อ BTC ทำให้ Bitcoin 50 BTC นั้นมีมูลค่าพุ่งขึ้นไปถึงราว 3.94 ล้านดอลลาร์
  • ความยากในการขุดปัจจุบันอยู่ที่ 127.45 ล้านล้าน และกำลังขุดรวมทั้งเครือข่ายสูงเกือบ 966 EH/s ทำให้เหมืองบ้านๆ อย่างในอดีต หมดโอกาสแข่งขัน เหลือเพียงฟาร์มขุดระดับอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่ง ASIC จำนวนมาก

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

เนื้อหานี้เป็นการย้อนอดีตเชิงเปรียบเทียบต้นทุนกับผลตอบแทนของการขุด Bitcoin ในปี 2010 ไม่ได้มีข้อมูลเชิงพื้นฐานใหม่ที่กระทบอุปสงค์หรืออุปทานของเหรียญในระยะสั้น จึงไม่น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อราคาโดยตรง แต่มีคุณค่าเชิงจิตวิทยาตลาด ในแง่ที่ตอกย้ำเรื่องราวความมั่งคั่งของผู้ถือ Bitcoin ระยะยาว ซึ่งอาจกระตุ้นความสนใจของนักลงทุนหน้าใหม่ได้

โพสต์ในเว็บบอร์ด Bitcoin เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2010 ถูกขุดขึ้นมาเป็นกระแสอีกครั้งในปีนี้ หลังเวลาผ่านไปถึง 16 ปี โดย TTBit นักขุดยุคบุกเบิก ได้คำนวณค่าไฟฟ้าของการขุดบล็อกที่ได้รับรางวัล 50 BTC ด้วยคอมพิวเตอร์ที่กินไฟ 140 วัตต์ และสร้างกำลังขุดได้ 2,200 KH/s

ตัวเลขประเมินชี้ว่า ต้องรอเฉลี่ยราว 14 วัน หรือประมาณ 338 ชั่วโมง จึงจะขุดพบ 1 บล็อก เมื่อคิดตามอัตราค่าไฟ $0.12 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) จะรวมเป็นค่าไฟ $5.68 หรือประมาณ 186.83 บาท แต่เนื่องจากราคา Bitcoin ช่วงปลายปี 2010 เคลื่อนไหวอยู่เพียง $0.10–0.30 ต่อ BTC แถมสภาพคล่องต่ำจนขายยาก การขุดในตอนนั้นจึงถูกสรุปว่าเป็น “การลงทุนที่ขาดทุน”

อย่างไรก็ตาม การขุด Bitcoin คือ การแข่งขันเชิงความน่าจะเป็นเพื่อแย่งชิงรางวัลประจำบล็อก โดยรางวัลเริ่มต้นซึ่งเคยสูงถึง 50 BTC จะถูกปรับลดลงครึ่งหนึ่งผ่านกลไกที่เรียกว่า Halving ทุก ๆ 4 ปี จนการ Halving ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2024 ทำให้รางวัลขุดต่อบล็อกลดลงเหลือเพียง 3.125 BTC

เมื่อนำต้นทุนค่าไฟ $5.68 ในอดีตมาเทียบกับราคา Bitcoin ณ วันที่ 8 กันยายน 2026 ซึ่งซื้อขายกันที่ราว $78,810 ต่อ BTC จะพบว่า 50 BTC ที่เคยถูกมองว่า ไม่คุ้มค่าไฟในวันนั้น มีมูลค่าสูงถึงราว 3.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน  

จาก CPU สู่การแข่งขันระดับอุตสาหกรรม

โพสต์ของ TTBit บันทึกช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีขุดเหมือง โดยเปรียบเทียบกำลังขุดจากซีพียู (CPU) ของตนเองที่ 2,200 KH/s กับการใช้การ์ดจอ GPU ที่ทำได้สูงถึง 25,000 KH/s

ขณะเดียวกัน ผู้ร่วมอภิปรายอีกรายระบุว่า การ์ดจอ Nvidia GTX 260 ทำกำลังขุดได้ถึงราว 33,000 KH/s ที่การใช้ไฟ 200 วัตต์ ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าระบบ CPU ถึงราว 10 เท่าต่อวัตต์

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีโพสต์ที่เชื่อว่าเป็นของซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้สร้าง Bitcoin ซึ่งประเมินว่าระบบ AMD แบบ 24 คอร์ ทำกำลังขุดได้สูงถึงราว 66,000 KH/s

แต่ในเวลาต่อมา การขุดด้วยการ์ดจอถูกแทนที่ด้วยชิปที่โปรแกรมได้อย่าง FPGA และชิปเฉพาะทางอย่าง ASIC หากนำเครื่องของ TTBit ที่มีกำลังขุด 2,200 KH/s (2.2 ล้านแฮชต่อวินาที) ไปเทียบกับกำลังขุดรวมทั้งเครือข่าย ณ วันที่ 8 กันยายน 2026 ที่สูงเกือบ 966 เอ็กซาแฮชต่อวินาที (EH/s) จะพบว่าเครือข่ายปัจจุบันทรงพลังกว่าเครื่องขุดยุคเริ่มต้นถึงราว 439 ล้านล้านเท่า

ความท้าทายของนักขุดในปี 2026 และทิศทางในอนาคต

แม้สเกลของอุตสาหกรรมจะเติบโตอย่างมหาศาล แต่สมการหลักของนักขุดตั้งแต่ปี 2010 ยังคงเดิม คือรายได้จากการขุด คุ้มค่ากับค่าไฟและค่าอุปกรณ์หรือไม่ 

ปัจจุบันค่าความยากในการขุด (Difficulty) ณ วันที่ 8 กันยายน 2026 อยู่ที่ 127.45 ล้านล้าน แม้ปรับลดลงจากจุดสูงสุดในปี 2025 ซึ่งช่วยลดแรงกดดันบ้าง แต่ก็ยังสูงเกินกว่าคอมพิวเตอร์ตามบ้านจะกลับมาแข่งขันได้

ผลคือเหมืองยุคนี้ต้องพึ่งเครื่อง ASIC เฉพาะทางนับพันเครื่อง พร้อมสัญญาค่าไฟระดับอุตสาหกรรมและระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ จนเหมืองหลายแห่งเริ่มแบ่งกำลังไฟฟ้าไปให้บริการศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง

ทั้งนี้ ก่อนถึง Halving รอบถัดไปในปี 2028 ที่จะลดรางวัลเหลือ 1.5625 BTC นักขุดยังต้องปรับตัวรับความผันผวนของราคา ค่าธรรมเนียม ต้นทุนพลังงาน และประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์ โดยผู้ที่มีต้นทุนสูงอาจต้องหยุดดำเนินการหากรายได้ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

โพสต์ในอดีตนี้คือ หลักฐานว่า แม้เวลาผ่านไปถึง 16 ปีและราคาในตลาดเปลี่ยนไปมาก หลักการตัดสินใจของนักขุดยังคงเหมือนเดิม: รายได้จากการขุดที่ไม่แน่นอน ต้องคุ้มกับค่าไฟที่เป็นต้นทุนจริงเสมอ

ที่มา : crypto.news


มุมมองผู้เขียน : สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ ทิศทางของนักขุดรายเล็กที่แข่งขันด้วยต้นทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะยังอยู่รอดได้อีกนานแค่ไหน ท่ามกลางแนวโน้มที่อุตสาหกรรมขุด เริ่มผูกโยงกับธุรกิจ AI มากขึ้นทุกที