สรุปข่าว
- Quantus (QTC) เปิดตัวเครือข่าย Mainnet พร้อมใช้ ML-DSA มาตรฐาน Post-quantum ของ NIST เพื่อป้องกันภัยจากควอนตัมตั้งแต่บล็อกแรก
- เครือข่ายประมวลผลธุรกรรมได้ 430 TPS ในการทดสอบ แต่ธุรกรรมมีขนาด 7 KB ใหญ่กว่า Bitcoin ราว 70 เท่า
- สำหรับตัวเหรียญของ Quantus หรือ QTC เปิดให้ขุดแบบสาธารณะ มีอุปทานสูงสุด 21 ล้านเหรียญ
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
Quantus เปิดตัวเครือข่าย Mainnet พร้อมชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยจากควอนตัมด้วย ML-DSA มาตรฐานลายเซ็นดิจิทัลแบบ Post-quantum ที่ได้รับการรับรองโดย NIST ในปี 2024 เครือข่ายตั้งเป้า Block time ไว้ที่ 12 วินาที และเคยทำได้ประมาณ 430 TPS ในการทดสอบ โดยสิ่งที่ต้องยอมแลกมาคือ ธุรกรรมจะมีขนาดใหญ่กว่า Bitcoin ราว 70 เท่า ด้าน QTC เปิดให้ขุดแบบสาธารณะและมีอุปทานสูงสุด 21 ล้านเหรียญ
Quantus บล็อกเชน Proof-of-Work (PoW) ที่เดิมพันกับอนาคตของความปลอดภัย เปิดตัว Mainnet อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดให้นักขุดเข้าร่วมเครือข่ายได้ตั้งแต่วันแรก โดยมีจุดเด่นสำคัญคือการติดตั้งระบบ Post-quantum cryptography หรือการเข้ารหัสที่ออกแบบมาให้รับมือกับคอมพิวเตอร์ควอนตัมตั้งแต่บล็อกแรก
ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยกับสื่อข่าวคริปโตต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2026 ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า หากคอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาไปถึงจุดที่สามารถโจมตีระบบเข้ารหัสปัจจุบันได้ อุตสาหกรรมคริปโตอาจต้องเผชิญกับการย้ายระบบครั้งใหญ่

Quantus หวั่น “วันล่มสลาย” ของระบบเข้ารหัส Elliptic Curve
ปัจจุบันบล็อกเชนจำนวนมากยังใช้การเข้ารหัสแบบ Elliptic curve เพื่อรักษาความปลอดภัยของธุรกรรมและสินทรัพย์ดิจิทัล แต่หากคอมพิวเตอร์ควอนตัมมีประสิทธิภาพสูงพอ ระบบดังกล่าวอาจถูกแฮกได้ ทำให้เครือข่ายต้องเร่งย้ายไปใช้มาตรฐานใหม่ และผู้ใช้งานอาจต้องย้ายสินทรัพย์ไปยัง Address ใหม่เพื่อความปลอดภัย
Christopher Smith ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Quantus กล่าวว่า อุตสาหกรรมรู้ถึงความเสี่ยงนี้มานานกว่า 30 ปีแล้ว แต่สินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ยังคงได้รับการปกป้องด้วย Elliptic curve ขณะเดียวกัน AI อาจช่วยเร่งการพัฒนาคอมพิวเตอร์ควอนตัมและเพิ่มศักยภาพของการโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต
Quantus จึงเลือก “ป้องกันก่อนที่ภัยจะมาถึง” ด้วยการสร้างเครือข่ายบน ML-DSA มาตรฐานลายเซ็นดิจิทัลแบบ Post-quantum ที่ได้รับการรับรองโดย NIST ในปี 2024 โดยใช้ทั้ง ML-DSA-65 และ ML-DSA-87 เพื่อตรวจสอบลายเซ็นธุรกรรม
Smith เรียกการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ว่า “The great quantum migration” และมองว่าจะต้องอาศัยความร่วมมือจากอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งหมด ไม่ใช่เพียง Blockchain ใด Blockchain หนึ่ง
ความปลอดภัยต้องแลกด้วยขนาดธุรกรรมที่ใหญ่ขึ้น
Quantus เสริมความสามารถให้เครือข่ายบล็อกเชนหลักด้วยอีก 2 เลเยอร์ ได้แก่ Wormhole ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวของธุรกรรม และ Aggregation Layer ที่ช่วยจัดการข้อมูลหลายธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เครือข่ายตั้งเป้า Block time ที่ 12 วินาที และจากการทดสอบที่ผ่านมา สามารถประมวลผลได้ประมาณ 430 TPS
อย่างไรก็ตาม การใช้ Post-quantum cryptography หรือการเข้ารหัสที่ออกแบบมาให้ต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัม ก็มาพร้อมข้อแลกเปลี่ยนสำคัญ เพราะธุรกรรมที่ใช้ ML-DSA ของ Quantus มีขนาดประมาณ 7 KB ขณะที่ธุรกรรม Bitcoin อยู่ที่ราว 100 ไบต์ หรือใหญ่กว่าประมาณ 70 เท่า
Quantus จึงนำ Native Transaction Aggregation หรือการรวมหลายธุรกรรมให้ประมวลผลร่วมกันมาใช้ โดยบันทึกหลักฐานยืนยันธุรกรรมที่มีขนาดสั้นลงบนบล็อกเชน เพื่อช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บ และเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย
ด้านระบบรักษาความปลอดภัย Quantus ยังคงใช้ Proof-of-Work (PoW) หรือ ระบบยืนยันธุรกรรมด้วยการขุด พร้อมเปิดให้นักขุดทั่วไปเข้าร่วมเครือข่ายและรับเหรียญ QTC ได้ตั้งแต่ Mainnet เปิดตัว โดย QTC มีอุปทานสูงสุดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ และ Quantus Labs ไม่มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ขุดรายอื่น
ก่อนเปิด Mainnet เทคโนโลยีของ Quantus ยังผ่านการตรวจสอบจากบริษัทด้านความปลอดภัยบล็อกเชน 4 แห่ง ได้แก่ Neodyme, Eiger, Hashcloak และ V12 รวมถึงเปิดโครงการให้รางวัลผู้ค้นพบช่องโหว่ผ่าน Immunefi เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาตรวจสอบระบบเพิ่มเติม
เงินคริปโต 2.7 ล้านล้านดอลลาร์กำลังเผชิญความเสี่ยง?
Quantus ยังเป็นผู้ดูแล migration.fail เครื่องมือติดตามความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยประเมินว่าสินทรัพย์คริปโตมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ อาจอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง
ปัจจุบันในกลุ่มบล็อกเชนหลัก มีเพียง NEAR และ Algorand ที่เปิดใช้งานการป้องกันธุรกรรมแบบ Post-quantum บน Mainnet แล้ว แม้ทั้งสองเครือข่ายจะยังไม่ได้เปลี่ยนผ่านระบบโปรโตคอลทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
สิ่งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของ Quantus เพราะในวันที่วอนตัมคอมพิวเตอร์คยังไม่สามารถทำลายระบบรักษาความปลอดภัยของบล็อกเชน การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้อาจดูเร็วเกินไป แต่หากวันนั้นมาถึงจริง การเริ่มต้นช้าไปเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงต้นทุนมหาศาลในการย้ายสินทรัพย์และเงินมูลค่ามหาศาลที่อยู่ในอุตสาหกรรมคริปโต
ส่วนรายละเอียดโทเคนโนมิกส์ของเหรียญ QTC ยังต้องติดตาม โดยทีมงานคาดว่าจะเปิดเผยเพิ่มเติมเมื่อโปรเจกต์เดินหน้าสู่การพัฒนา Mainnet ในระยะต่อไป
ที่มา:Finbold
มุมมองผู้เขียน: Quantus เลือกเดิมพันกับความเสี่ยงที่วันนี้อาจยังดูไกลตัว แต่ในอนาคตอาจกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งอุตสาหกรรม จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีต้านควอนตัม แต่คือการพิสูจน์ว่า เครือข่ายสามารถดึงผู้ใช้งาน นักขุด และนักพัฒนาเข้ามาสร้างระบบนิเวศได้จริงหรือไม่ หากทำสำเร็จ Quantus ก็มีโอกาสกลายเป็นหนึ่งในบล็อกเชนที่ถูกจับตามองเมื่อความเสี่ยงจากควอนตัมเริ่มขยับเข้ามาใกล้อุตสาหกรรมคริปโตมากขึ้น

