สรุปข่าว
- ข้อมูลล่าสุดจาก CoinMarketCap ชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระยะสั้นระหว่าง Bitcoin กับดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นและทองคำได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนเกือบแตะระดับศูนย์ในช่วงก่อนการประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
- สาเหตุหลักของการแยกตัวออกจากตลาดดั้งเดิมในครั้งนี้เกิดจากความสนใจของนักลงทุนที่พุ่งเป้าไปที่ความล้มเหลวในการโหวตผ่านร่างกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาซึ่งดึงความสนใจไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค
- การคาดการณ์ของตลาดในปัจจุบันเทน้ำหนักไปที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% แต่จุดชี้ชะตาสำคัญจะอยู่ที่ถ้อยแถลงของ Kevin Warsh ประธานเฟดที่อาจส่งผลกระทบต่อความผันผวนของดัชนีดอลลาร์และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากทิศทางของตลาดยังคงคลุมเครือจากการแยกตัวออกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเดิมและต้องรอดูความชัดเจนจากถ้อยแถลงของประธานเฟดรวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากการที่ร่างกฎหมายคริปโตถูกปัดตกในรัฐสภา
ตลาด Bitcoin กำลังแสดงพฤติกรรมที่แปลกแยกออกไปในช่วงก่อนการประกาศทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดในวันพุธนี้ โดยข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ไม่ได้วิ่งตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ หรือตลาดหุ้นอีกต่อไป ข้อมูลจาก CoinMarketCap ระบุว่าความสัมพันธ์ระยะสั้นในกรอบ 15 วันหรือน้อยกว่านั้นระหว่าง Bitcoin กับดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเคยวัดความแข็งแกร่งของค่าเงินได้ร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ระดับ +0.08 เมื่อเทียบกับระดับ -0.54 ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา นอกจากนี้ความสัมพันธ์เชิงบวกกับตลาดหุ้นก็ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยความสัมพันธ์กับดัชนี S&P 500 ลดลงเหลือ 0.43 จาก 0.75 ในวันก่อนหน้า ความสัมพันธ์กับดัชนี Nasdaq ลดลงเหลือ 0.30 จาก 0.60 และความสัมพันธ์กับทองคำก็ร่วงลงเหลือ 0.28 จาก 0.69 ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา
ทางด้าน Alice Liu หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinMarketCap ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์การแยกตัวออกจากตลาดดั้งเดิมในครั้งนี้ว่า มีสาเหตุมาจากการที่นักลงทุนในตลาดคริปโตหันไปให้ความสนใจกับประเด็นด้านกฎระเบียบอย่างร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเพิ่งจะประสบความล้มเหลวในการโหวตผ่านกระบวนการในวุฒิสภาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เหตุการณ์ดังกล่าวได้ดึงความสนใจของนักลงทุนออกไปจากปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งการที่ความสัมพันธ์เหล่านี้อ่อนแอลงส่งผลให้กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงที่เคยใช้ได้ผลในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ตัวอย่างเช่นการเปิดสถานะชอร์ตในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี S&P 500 เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถือครอง Bitcoin ในสมมติฐานที่ว่าสินทรัพย์ทั้งสองจะวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน กลายเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน และปฏิกิริยาของตลาดต่อผลการประชุม FOMC ในวันนี้ก็อาจจะถูกกลบด้วยผลกระทบต่อเนื่องจากประเด็นด้านกฎหมาย
การตัดสินใจของเฟดในครั้งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า Bitcoin จะสามารถกลับมาเชื่อมโยงกับดัชนีดอลลาร์และตลาดหุ้นได้อีกครั้ง หรือจะยังคงเคลื่อนไหวตามข่าวสารด้านกฎระเบียบต่อไป โดยตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้แล้วว่าเฟดจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% และธนาคารเพื่อการลงทุนหลายแห่งก็ยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกภายในสิ้นปีนี้
นักวิเคราะห์ประเมินว่า หาก Kevin Warsh ประธานเฟดไม่ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าที่คาดหรือไม่ได้ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวเกินไป ดัชนีดอลลาร์ก็อาจจะปรับตัวลดลง ซึ่งการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์มักจะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกต่อราคา Bitcoin อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงต้องจับตาดูผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลตอบแทนมีความผันผวนและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจนำไปสู่สภาวะทางการเงินที่ตึงตัวและกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดคริปโตได้ ทางด้าน Alex Kuptsikevich หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก The FxPro มองว่าความเงียบเหงาของตลาดในตอนนี้เป็นผลมาจากการรอคอยสัญญาณจากเฟด ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างความผันผวนได้มากกว่าตัวเลขการขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ที่ตลาดได้รับรู้ไปแล้วเสียอีก
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า การที่ Bitcoin เริ่มแยกตัวและไม่วิ่งตามตลาดดั้งเดิมอย่างดัชนีดอลลาร์หรือตลาดหุ้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นดาบสองคม ในแง่หนึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นด้านกฎหมายเฉพาะกลุ่มมีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนคริปโตมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค แต่ในอีกแง่หนึ่ง กลยุทธ์การป้องกันความเสี่ยงแบบเดิมที่เคยอิงกับหุ้นสหรัฐฯ จะใช้การไม่ได้เลยในช่วงนี้ ตราบใดที่ผลกระทบจากความล้มเหลวของร่างกฎหมาย CLARITY Act ยังไม่นิ่ง การประชุมของ Fed ในค่ำคืนนี้อาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกได้เท่ากับทิศทางของกฎระเบียบ นักลงทุนจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะความผันผวนอาจปะทุขึ้นได้จากทั้งสองฝั่งโดยที่ข้อมูลในอดีตอาจนำมาใช้คาดเดาทิศทางได้ยากขึ้น

