สรุปข่าว
- CoinDesk เผยแพร่รายงานเชิงสืบสวนวันนี้ (27 ก.ย.) เปิดเผยเบื้องหลังว่าทำไมร่างกฎหมาย Clarity Act ถึงล้มเหลว โดยอิงจากการสัมภาษณ์คนในวงการคริปโตและผู้ช่วยฝ่ายนิติบัญญัติของสภาคองเกรส
- รายงานชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแบ่งอำนาจกำกับดูแลระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) กับหน่วยงานกำกับตลาดล่วงหน้า (CFTC) ซึ่งตกลงกันได้เกือบสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นความขัดแย้งเรื่องข้อกำหนดจริยธรรมของทรัมป์ ผลตอบแทน Stablecoin ที่ธนาคารต่อต้าน และภาระรับผิดของนักพัฒนา DeFi
- วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติปิดการอภิปราย (cloture) ไม่ผ่านด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ร่างกฎหมายค้างอยู่ในสภา ขณะนี้ทั้ง SEC และ CFTC หันไปใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมออกกฎแทน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้เป็นการวิเคราะห์เจาะลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วเมื่อ 12 วันก่อน ไม่ใช่เหตุการณ์ใหม่ที่กระทบตลาดโดยตรง แต่ช่วยยืนยันว่าตลาดต้องรอกฎหมายกำกับดูแลนานขึ้น ซึ่งตลาดรับรู้ไปแล้วบางส่วนตั้งแต่วันที่ล้มเหลวจริง
ตามรายงานจาก CoinDesk เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2569 สื่อดังกล่าวได้เผยแพร่บทความสืบสวนเชิงลึกในหัวข้อ “งานหลายเดือนบนร่างกฎหมาย Clarity Act พังทลายลงได้อย่างไร” โดยอาศัยการสัมภาษณ์ทั้งคนในอุตสาหกรรมคริปโตและผู้ช่วยฝ่ายนิติบัญญัติของสภาคองเกรสสหรัฐฯ เพื่อไขปริศนาว่าเหตุใดร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตที่ใช้เวลาพัฒนานานหลายเดือนถึงพังทลายลงในที่สุด รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าเกือบทุกขั้นตอนของการร่างกฎหมายและการถกเถียงในสภามีส่วนทำให้เกิดความล้มเหลวครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงจุดใดจุดหนึ่ง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ SEC กับ CFTC แต่เป็นเรื่องจริยธรรมทรัมป์และผลประโยชน์ธนาคาร
จุดที่น่าสนใจที่สุดจากการสืบสวนของ CoinDesk คือข้อเท็จจริงที่ว่า การแบ่งขอบเขตอำนาจกำกับดูแลระหว่าง ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) กับหน่วยงานกำกับตลาดล่วงหน้า (CFTC) ซึ่งถูกมองว่าเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่ที่สุดของร่างกฎหมายนี้มาตลอด แท้จริงแล้วแทบตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วก่อนที่ร่างกฎหมายจะล้ม ตัวปัญหาจริงกลับอยู่ที่ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่ฝ่ายเดโมแครตยืนกรานให้มีกลไกบังคับใช้ที่เข้มงวดและกองทุนทรัสต์แบบไม่เปิดเผยเพื่อป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารหาผลประโยชน์จากธุรกิจคริปโต ซึ่งยังหาข้อยุติไม่ได้จนถึงวันที่ผู้นำพรรครีพับลิกันเรียกให้มีการลงมติ
อีกประเด็นคือแรงต้านจากกลุ่มธนาคารดั้งเดิมต่อ Stablecoin ที่ให้ผลตอบแทน เนื่องจากมองว่าเป็นการแข่งขันกับเงินฝากธนาคารรายย่อยโดยตรง ทำให้ต้องมีการเขียนร่างใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้ทั้งฝ่ายล็อบบี้ยิสต์ธนาคารและบริษัทคริปโตอย่าง Coinbase ไม่พอใจ นอกจากนี้ยังมีแรงต้านเรื่องภาระรับผิดของนักพัฒนา DeFi ที่อุตสาหกรรมมองว่าเป็นข้อกำหนดที่กระทบต่อผู้พัฒนาส่วนหน้าแบบกระจายศูนย์มากเกินไป
อุตสาหกรรมคริปโตเองก็ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว
รายงานยังชี้ให้เห็นว่าภาพลักษณ์ที่อุตสาหกรรมคริปโตแสดงจุดยืนเป็นหนึ่งเดียวต่อวอชิงตันนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ช่วยฝ่ายนิติบัญญัติหลายคนระบุว่าเกิดความขัดแย้งอย่างหนักจากการล็อบบี้ที่แข่งขันกันเองระหว่างบริษัทต่าง ๆ เช่น Coinbase และ Andreessen Horowitz (a16z) ซึ่งต่างผลักดันข้อเรียกร้องที่ขัดแย้งกันและถอนตัวออกจากข้อตกลงชั่วคราวที่เคยเจรจากันไว้ ทำให้กระบวนการเจรจาต้องเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า CLARITY Act โหวตไม่ผ่าน ถูกปัดตกในวุฒิสภา เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียง 49 ต่อ 50 เสียง ซึ่งขาดไป 11 เสียงจากเกณฑ์ 60 เสียงที่ต้องใช้ในการปิดการอภิปราย และหลังจากนั้นไม่นาน Siam Blockchain ยังรายงานด้วยว่า ทำเนียบขาวปรับแผน สั่ง SEC-CFTC เดินหน้ากฎคริปโต หลังร่างกฎหมาย CLARITY Act ชะงัก เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการรอให้กฎหมายผ่านสภาที่กำลังเข้าสู่ช่วงพักก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้
ส่วนตัวผมมองว่ารายงานของ CoinDesk ชิ้นนี้มีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจว่าทำไมกฎหมายที่ดูเหมือนจะผ่านง่าย ๆ ถึงล้มไม่เป็นท่า เพราะมันบอกเราว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเนื้อหาทางเทคนิคของกฎหมายอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อยู่ที่การเมืองล้วน ๆ โดยเฉพาะประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนของทรัมป์ที่กลายเป็นจุดตายของร่างกฎหมายทั้งฉบับ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือท่าทีของ SEC และ CFTC ที่กำลังเดินหน้าออกกฎผ่านอำนาจบริหารแทน เพราะกฎที่ออกด้วยวิธีนี้มักเปราะบางต่อการถูกฟ้องร้องหรือถูกพลิกกลับได้ง่ายกว่ากฎหมายที่ผ่านสภาจริง ๆ และด้วยปฏิทินการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามา โอกาสที่ Clarity Act จะกลับมาพิจารณาใหม่คงต้องรอไปถึงต้นปี 2570 อย่างที่นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ไว้
ที่มา: CoinDesk
เครดิตภาพจาก @realPaulaCrypto

