สรุปข่าว
- NEAR Intents เปิดเผยว่าระบบตรวจจับความเสี่ยงของตนบล็อกเงินที่พยายามฟอกจากเหตุแฮก Bitget ได้กว่า $50 ล้าน
- ในจำนวนนี้มีเงิน $503,000 ถูกอายัดระหว่างทำธุรกรรมและรอกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนอีกราว $166,000 หลุดผ่านไปได้ก่อนถูกตรวจพบ
- เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความแตกต่างด้านนโยบายระหว่าง NEAR Intents ที่คัดกรองธุรกรรมต้องสงสัย กับ THORChain ที่ยืนกรานไม่บล็อกใครเป็นการเฉพาะ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish
การที่โปรโตคอลคริปโตแสดงให้เห็นว่าสามารถสกัดเงินที่ถูกขโมยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมในสายตาหน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุนสถาบัน แม้จะเป็นข่าวเชิงความปลอดภัยมากกว่าข่าวราคาโดยตรง แต่ก็ช่วยลดความกังวลเรื่องคริปโตถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน
ตามรายงานจาก Cointelegraph เมื่อวันที่ 28-29 ก.ย. 2569 โปรโตคอลข้ามเครือข่าย NEAR Intents เปิดเผยว่าระบบตรวจจับความเสี่ยงของตนสามารถสกัดเงินที่พยายามฟอกจากเหตุแฮก Bitget ได้มากกว่า $50 ล้าน โดยระบบดังกล่าวใช้ชื่อว่า SHIELD ซึ่งทำหน้าที่ปฏิเสธคำขอทำธุรกรรมจากที่อยู่กระเป๋าเงินที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงก่อนที่จะมีการดำเนินการจริง ทีมงาน NEAR Intents ยังระบุด้วยว่าได้สละสิทธิ์รับเงินรางวัลจาก Bitget ที่เสนอให้ 5% ของเงินที่อายัดและ 5% ของเงินที่กู้คืนได้ โดยให้เหตุผลว่าวงการคริปโตไม่ควรเรียกร้องการยอมรับสิทธิในทรัพย์สินดิจิทัล ขณะเดียวกันก็สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้ทรัพย์สินที่ถูกขโมยถูกแปลงเป็นเงินได้ง่าย
รายละเอียดเงินที่ถูกสกัดและที่หลุดรอด
จากยอดกว่า $50 ล้านที่ระบบ SHIELD ตรวจพบ ธุรกรรมส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธก่อนที่จะมีการจับคู่และดำเนินการ ขณะที่มีเงินจำนวน $503,000 ถูกอายัดระหว่างขั้นตอนการทำธุรกรรม และขณะนี้ยังคงถูกจำกัดการเคลื่อนไหวรอกระบวนการทางกฎหมายเพื่อกู้คืน ส่วนอีกประมาณ $166,000 สามารถหลุดผ่านโปรโตคอลไปได้ก่อนที่ระบบจะตรวจพบความผิดปกติ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าแม้ระบบคัดกรองจะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100%
ความแตกต่างระหว่าง NEAR Intents กับ THORChain
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Bitget ซึ่งถูกแฮกไปกว่า $387.5 ล้านเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้ THORChain บล็อกที่อยู่กระเป๋าเงินของแฮกเกอร์ แต่ THORChain ปฏิเสธคำขอดังกล่าวเมื่อวันที่ 27 ก.ย. โดยยืนยันว่าเครือข่ายของตนถูกออกแบบให้เป็นแบบกระจายอำนาจและไม่มีสิทธิ์อนุญาต จึงไม่มีกลไกในการคัดกรองหรือปฏิเสธธุรกรรมของกระเป๋าเงินใดเป็นการเฉพาะ ทาง THORChain ระบุว่าการหยุดเครือข่ายชั่วคราวในอดีตเป็นเพียงมาตรการป้องกันช่องโหว่ทางเทคนิคที่กระทบทั้งระบบ ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ธุรกรรมรายบุคคล ความแตกต่างนี้สะท้อนสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนกัน NEAR Intents ใช้ระบบ off-chain solver ที่มีชั้นตรวจสอบความเสี่ยงแยกต่างหาก ขณะที่ THORChain เป็นเลเยอร์วันแบบ Tendermint ที่การทำธุรกรรมถูกยืนยันในชั้น consensus โดยตรง ทำให้ไม่มีกลไก blacklist ในตัว ด้าน Gracy Chen ซีอีโอของ Bitget ได้ออกมาชื่นชม NEAR Intents ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่านี่คือตัวอย่างของการเปิดกว้างแบบไม่มีสิทธิ์อนุญาต แต่ไม่ใช่การอำนวยความสะดวกให้เงินที่ถูกขโมย
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า THORChain ไม่ยอมบล็อกเงินแฮก Bitget $387 ล้าน ทั้งที่ได้ค่าธรรมเนียมทุกรอบ และ Bitget เปิดถอน BTC ได้แล้ว หลังหยุดชั่วคราวจากถูกแฮก $388 ล้าน
ส่วนตัวผมมองว่าเคสนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการถกเถียงเรื่องปรัชญาการออกแบบโปรโตคอลในวงการคริปโตที่ยังไม่มีคำตอบตายตัว ฝั่งหนึ่งบอกว่าความเป็นกลางแบบไม่คัดกรองคือหัวใจของ DeFi ถ้าเริ่มบล็อกใครได้ก็เปิดช่องให้เกิดการเซ็นเซอร์แบบรวมศูนย์ในระยะยาว ส่วนอีกฝั่งมองว่าถ้าไม่มีมาตรการป้องกันเลย โปรโตคอลก็เสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือฟอกเงินให้แฮกเกอร์และกลุ่มที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งจะยิ่งดึงดูดสายตาหน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาควบคุมหนักขึ้นในอนาคต สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือกระบวนการกู้คืนเงิน $503,000 ที่ถูกอายัดไว้จะจบลงอย่างไร และตลาดจะให้น้ำหนักกับโปรโตคอลที่มีมาตรการป้องกันแบบนี้มากขึ้นหรือไม่ในระยะยาว
ที่มา: Cointelegraph
ภาพจาก AI

