สรุปข่าว
- เจ้ามือ Ethereum ยุคดั้งเดิมที่ถือครองเหรียญมานานกว่า 8 ปี ได้ตัดสินใจทยอยเทขาย ETH เพิ่มเติมอีก 1,000 ETH มูลค่า 2.68 ล้านดอลลาร์
- การขายทำกำไรครั้งนี้ทำให้เจ้ามือฟันกำไรสุทธิไปแล้วกว่า 8.8 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นการเติบโตถึง 156 เท่าจากเงินลงทุนเริ่มต้น
- แม้จะถือครองมาอย่างยาวนาน แต่การตัดสินใจขายในระดับราคาที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมถึง -46% อาจทำให้พลาดโอกาสทำกำไรครั้งใหญ่ในขาขึ้น
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
เจ้ามือ Ethereum ยุคเก่าซึ่งลงทุนซื้อ ETH ไว้ตั้งแต่ราคายังอยู่ราว $18.8 ได้ตัดสินใจทยอยเทขายทำกำไรครั้งใหญ่หลังจากถือครองมายาวนานถึง 8 ปี ส่งผลให้กวาดกำไรสุทธิรวมกว่า 8.8 ล้านดอลลาร์ หรือเติบโตกว่า 156 เท่าตัว อย่างไรก็ตาม การยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมเกือบครึ่งหนึ่ง อาจทำให้เจ้ามือรายนี้พลาดโอกาสรับผลตอบแทนสูงสุดหากตลาดเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหญ่ตามที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ไว้
Lookonchain แพลตฟอร์มวิเคราะห์และติดตามข้อมูลบนบล็อกเชน ล่าสุดได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวของเจ้ามือ Ethereum ยุคเก่าที่ตัดสินใจทำกำไรบางส่วนหลังจากที่ทนถือครองมายาวนานกว่า 8 ปี
รายงานระบุว่า เจ้ามือรายนี้ได้ทำการเข้าซื้อ 3,000 ETH มาตั้งแต่สมัยที่ราคายังอยู่ในระดับ $18.8 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น $56,500 (1.8 ล้านบาท) ก่อนที่จะเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในอีก 8 ปีถัดมา โดยได้ทยอยแบ่งขายด้วยกันทั้งหมดจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวน 2 รอบ
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด เจ้ามือรายดังกล่าวได้ทำการเทขายออกมาเพิ่มเติมอีก 1,000 ETH เป็นจำนวนเงิน $2.68 ล้าน ส่งผลทำให้เจ้ามือเทขายสินทรัพย์ในมือแล้วกว่า 2,000 ETH รวมเป็นเงินทั้งสิ้น $6.19 ล้าน ในราคาเฉลี่ย $3,096
ปัจจุบันเจ้ามือรายนี้ทำกำไรสุทธิไปแล้วกว่า $8.8 ล้านดอลลาร์ (295 ล้านบาท) คิดเป็นผลตอบแทน 156 เท่าตัว โดยที่ยังมีการถือครองสินทรัพย์อยู่อีก 1,000 ETH คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.67 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การเทขายในครั้งนี้ของเจ้ามือถือว่ามีความน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากเจ้ามือเลือกที่จะยอมขายในราคาที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมกว่า -46% ทั้งๆ ที่สามารถถือมาได้ยาวนานถึง 8 ปี ทำให้เจ้ามือรายนี้อาจพลาดขาขึ้นรอบใหญ่ของ Ethereum ไปอย่างน่าเสียดายหากราคาสามารถไต่ขึ้นไปได้สูงถึง $10,000 ตามที่นักวิเคราะห์ เช่น Tom Lee คาดการณ์
มุมมองผู้เขียน : การทยอยขายทำกำไรของเจ้ามือเก่าสะท้อนถึงกลยุทธ์การล็อกผลตอบแทนก้อนโตหลังถือครองมานาน แม้จะต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมค่อนข้างมาก แต่นี่คือการลดความเสี่ยงเพื่อความแน่นอนทางการเงิน ทว่าก็แลกมากับการสูญเสียโอกาสทำกำไรสูงสุดหากราคาเหรียญพุ่งทะยานในอนาคต

