สรุปข่าว
- Cboe Global Markets และ S&P Dow Jones Indices (S&P DJI) ประกาศต่อสัญญาสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการซื้อขายออปชั่นดัชนี S&P 500 (SPX) ออกไปอีก 25 ปี ถึงปี 2051
- ในกรอบสัญญาใหม่ ทั้งสองบริษัทระบุว่าอาจร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึง “สัญญาออปชั่นแบบโทเคน” (tokenized options) แต่ยังเป็นเพียงแนวทางที่เปิดไว้ ไม่ใช่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์จริง
- หุ้น Cboe ($CBOE) พุ่งขึ้น 5-6.6% ในการซื้อขายช่วงก่อนตลาดเปิดหลังข่าวนี้ ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยแพลตฟอร์มบล็อกเชน กำหนดการ หรือการยื่นขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลใด ๆ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
ข่าวนี้สะท้อนว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในตลาดดั้งเดิมเริ่มมองบล็อกเชนเป็นทางเลือกจริงจังมากขึ้น แต่ยังเป็นเพียงข้อความในสัญญาที่เปิดทางไว้ ไม่ใช่การประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อราคาคริปโตในทันที
Cboe Global Markets และ S&P Dow Jones Indices (S&P DJI) ประกาศต่อสัญญาสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการซื้อขายออปชั่นดัชนี S&P 500 (SPX options) ออกไปอีก 25 ปี ยืดออกไปจนถึงปี 2051 โดยในกรอบสัญญาใหม่นี้ทั้งสองบริษัทระบุว่าอาจร่วมมือกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นอกเหนือจากอนุพันธ์ดัชนีแบบดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงแนวคิด “สัญญาออปชั่นแบบโทเคน” (tokenized options) ด้วย ตามรายงานจาก Crypto Rover ที่นำเสนอข่าวนี้ในมุมการนำ S&P 500 ขึ้นบล็อกเชน ข่าวดังกล่าวถูกยืนยันผ่านแถลงการณ์ร่วมของทั้งสองบริษัทเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 โดย Craig Donohue ซีอีโอของ Cboe Global Markets และ Catherine Clay ซีอีโอของ S&P Dow Jones Indices หลังข่าวออกมา หุ้น Cboe ($CBOE) พุ่งขึ้นระหว่าง 5.0-6.6% ในการซื้อขายช่วงก่อนตลาดเปิด

ดีลใหญ่ที่แท้จริงคือการต่อสัญญาถึงปี 2051
สาระสำคัญของข่าวนี้แท้จริงแล้วคือการต่อสัญญาสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว (exclusive licensing agreement) ระหว่าง Cboe กับ S&P DJI ที่มีมาตั้งแต่ปี 1983 เมื่อออปชั่น SPX เปิดซื้อขายครั้งแรกในตลาด โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา ออปชั่น SPX ทำสถิติปริมาณการซื้อขายรายปีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 970.6 ล้านสัญญา เฉลี่ยวันละ 3.9 ล้านสัญญา เพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อนหน้า และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ทำสถิติใหม่ ภายใต้เงื่อนไขสัญญาฉบับใหม่ ค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์ของ Cboe จะยังคงเดิมจนถึงปี 2026 ก่อนจะปรับใหม่ในปี 2027 ซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีผลกระทบต่อรายได้สุทธิเพียงเล็กน้อย
tokenized options ยังเป็นแค่แนวทาง ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จริง
ส่วนที่ทำให้ข่าวนี้ถูกจับตาในวงการคริปโตคือประโยคที่ระบุว่าทั้งสองบริษัท “อาจร่วมมือกันเพื่อสร้างนวัตกรรมที่นอกเหนือจากอนุพันธ์ดัชนีแบบดั้งเดิม รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสัญญาออปชั่นแบบโทเคน” อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิค เช่น จะใช้บล็อกเชนใด พันธมิตรด้านเทคโนโลยีคือใคร กำหนดการเปิดตัว หรือกลไกการชำระราคา (clearing) ที่ชัดเจน และยังไม่มีการยื่นขออนุญาตต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) หรือคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) แต่อย่างใด เนื่องจาก SPX options เป็นผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ระดับสถาบันที่มีการชำระราคาด้วยเงินสดและมีมูลค่าซื้อขายมหาศาลที่สุดในโลก การนำมาอยู่ในรูปแบบโทเคนจึงต้องอาศัยความชัดเจนด้านกฎระเบียบอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการชำระราคาผ่านสำนักหักบัญชีอย่าง Options Clearing Corporation (OCC)
ทั้งนี้ Cboe ไม่ใช่หน้าใหม่ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะปัจจุบันบริษัทมีฟิวเจอร์และออปชั่น Bitcoin และ Ethereum ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอยู่แล้ว และเคยเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับการผสานสภาพคล่องของสถาบันการเงินเข้ากับสินทรัพย์ในโลกจริงที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (tokenized RWA) มาก่อน
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า S&P 500 เปิดเทรดบนบล็อกเชน 24 ชม. ครั้งแรกในโลก ผ่าน Hyperliquid และก่อนหน้านั้น S&P Dow Jones จับมือ Pantera Capital คลอดดัชนีคริปโตตัวใหม่ ซึ่งสะท้อนว่า S&P DJI มีความเคลื่อนไหวเข้าหาโลกบล็อกเชนมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา
ส่วนตัวผมมองว่าข่าวนี้ถูกนำเสนอในโลกโซเชียลแบบเกินจริงไปหน่อย เพราะพาดหัวแบบ “S&P 500 กำลังจะขึ้นบล็อกเชน” ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่ามันเกิดขึ้นแล้วหรือใกล้จะเกิดขึ้นแบบเป็นทางการ ทั้งที่จริง ๆ สาระหลักของข่าวคือการต่อสัญญาธุรกิจแบบดั้งเดิมไปอีก 25 ปี ส่วนเรื่อง tokenized options เป็นแค่ประโยคเปิดทางไว้ในสัญญาเท่านั้น ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่บริษัทระดับ Cboe และ S&P DJI ยอมใส่คำว่า “tokenized” ลงในเอกสารทางการแบบนี้ ก็เป็นสัญญาณที่ดีว่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เริ่มมองบล็อกเชนเป็นทางเลือกที่จริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือจะมีการยื่นขออนุญาตจาก ก.ล.ต. สหรัฐฯ หรือ CFTC เมื่อไหร่ และจะเลือกใช้บล็อกเชนไหนเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเห็นความคืบหน้าตรงนั้นค่อยเป็นสัญญาณที่น่าตื่นเต้นจริง ๆ
ที่มา: Investing.com
ภาพจาก AI
