สรุปบทความ
- Zeru Finance นำ zScore คะแนนพฤติกรรมกระเป๋า 0 ถึง 1,000 ขึ้นแสดงบน Etherscan, BaseScan, BscScan, Arbiscan, PolygonScan และ explorer อื่น ใครก็เช็กกระเป๋าคนอื่นได้
- ข้อมูลถูกเรียกใช้ผ่าน API กว่า 3 ล้านครั้ง เชื่อมกับแพลตฟอร์มกว่า 100 แห่ง เพื่อคัดกรองกระเป๋า ปล่อยสินเชื่อ และตัดสินสิทธิ์รับแอร์ดรอป
- ต่างจากเครดิตบูโรไทย ระบบนี้ไม่มีผู้กำกับดูแล ไม่ต้องขอความยินยอม ไม่มีช่องทางโต้แย้งชัดเจน และประวัติบนเชนไม่มีวันลบ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา NEUTRAL
ข่าวนี้ไม่ได้กระทบราคาเหรียญใดโดยตรง แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างเรื่องความเป็นส่วนตัวและการเข้าถึงสินเชื่อใน DeFi หากระบบคะแนนแพร่หลาย อาจเปลี่ยนวิธีแจกแอร์ดรอปและการกู้ยืมในระยะยาว ทั้งในแง่บวกและลบ
คนไทยกลัวคำว่า “ติดบูโร” มาก เพราะมันหมายถึงกู้บ้านไม่ผ่าน ขอบัตรเครดิตไม่ได้ และต้องรอหลายปีกว่าประวัติจะหายไป แต่ตอนนี้มีเครดิตบูโรอีกแห่งที่คุณไม่เคยสมัคร ไม่เคยเซ็นยินยอม และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังให้คะแนนกระเป๋าคริปโตของคุณอยู่
Zeru Finance หรือที่ใช้แบรนด์ว่า ZeruAI นำระบบให้คะแนนพฤติกรรมกระเป๋าที่ชื่อ zScore ขึ้นไปแสดงบนหน้าค้นหาธุรกรรม (block explorer) ยอดนิยมหลายแห่ง ทั้ง Etherscan, BaseScan, BscScan, Arbiscan, Optimistic Etherscan, PolygonScan, Lineascan และ Robinhood Chain Explorer คะแนนมีตั้งแต่ 0 ถึง 1,000 คำนวณจากประวัติทุกอย่างที่กระเป๋านั้นเคยทำบนเชน ใครก็ตามที่รู้ที่อยู่กระเป๋าของคุณ ก็เปิดดูคะแนนนี้ได้ทันที
คำถามที่ผมอยากชวนคิดคือ DeFi ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหนีระบบให้คะแนนเครดิตแบบธนาคาร หรือเรากำลังสร้างเวอร์ชันที่ล้วงลึกกว่าเดิมขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว
ติดบูโรแบบใหม่ที่คุณไม่เคยสมัคร
ภาพประชาสัมพันธ์ของ ZeruAI ระบุชัดว่า “ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของ ZeruAI ใช้งานได้แล้วบน block explorer” พร้อมชวนให้ผู้ใช้ “เช็ก zScore ของคุณ รับ Zaps เข้าหอเกียรติยศ และชนะแคมเปญ” ในภาพยังโชว์ตัวเลขผู้ใช้ที่เข้าร่วมระบบแต้ม Zaps แล้วกว่า 25,000 ราย

จุดที่ต้องสังเกตคือ 25,000 คนนั้นคือคนที่เลือกเข้าร่วมเกมสะสมแต้ม แต่คะแนนไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนกลุ่มนี้ ผู้ใช้ชื่อ jacintha เล่าว่า เธอแค่ใส่ที่อยู่กระเป๋า Ethereum ลงในหน้าค้นหาก็เห็นคะแนน 0 ถึง 1,000 ได้เลย “โดยไม่ต้องเสกอะไรก่อน” ส่วน Danii.Ak เขียนไว้ตรง ๆ ว่า “กระเป๋าของคุณอาจมีชื่อเสียงไปแล้ว ก่อนที่คุณจะรู้ตัวเสียอีก”
ฝั่งผู้สนับสนุนมองว่านี่คือข้อดี เพราะไม่ต้องสร้างโปรไฟล์ใหม่ ระบบอ่านจากสิ่งที่บันทึกอยู่บนเชนแล้ว ทั้งการเทรด การ Stake การกู้ยืม การวางสภาพคล่อง และการโหวต แต่ถ้ามองอีกมุม นี่คือนิยามของการถูกจัดอันดับโดยไม่ได้ให้ความยินยอม เพียงแต่คราวนี้คนจัดอันดับไม่ใช่ธนาคาร
ผู้ใช้ชื่อ MOJA อ้างว่า ระบบของ Zeru ครอบคลุมกระเป๋ากว่า 320 ล้านใบบนบล็อกเชนมากกว่า 45 เครือข่าย ตัวเลขนี้ผมยังตรวจสอบจากแหล่งอิสระไม่ได้ แต่ถ้าใกล้เคียงความจริง ก็แปลว่ากระเป๋าส่วนใหญ่ที่คนไทยใช้อยู่น่าจะมีคะแนนรออยู่แล้ว
Zeru ขายอะไร และใครกำลังดึงข้อมูลของคุณไปใช้
ถ้า zScore เป็นแค่ตัวเลขเท่ ๆ ให้คนเปิดดูเล่น เรื่องนี้คงไม่น่ากังวลเท่าไร ปัญหาคือมันไม่ได้หยุดแค่นั้น 𝙈𝙊𝙃𝘼𝙈𝙈𝘼𝘿 𝘼𝙇𝙄 jiray.base.eth ชี้ว่าตัวเลขที่น่าสนใจคือการเรียกใช้ข้อมูลผ่าน API กว่า 3 ล้านครั้ง และ “การมี zScore ก็มีประโยชน์ แต่การเห็นแพลตฟอร์มอื่นนำข้อมูลไปใช้จริงต่างหากที่น่าสนใจกว่า” ทั้งการคัดกรองกระเป๋า การตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ และการให้สิทธิ์เข้าถึงตามประวัติบนเชน Sunnhi ก็โพสต์เนื้อหาแทบจะเหมือนกันในอีกไม่กี่นาทีก่อนหน้า

ภาพนี้บอกโมเดลธุรกิจได้ชัดกว่าคำโปรยใด ๆ กล่องแรกคือ “คัดกรองกระเป๋า” ที่ดูสัญญาณความเสี่ยง รูปแบบพฤติกรรม และตรวจสอบแบบเรียลไทม์ กล่องที่สองคือ “ประเมินสินเชื่อ” ที่ดูสภาพคล่อง ความสม่ำเสมอ และประวัติบนเชน กล่องที่สามคือ “แรงจูงใจที่ดีขึ้น” ซึ่งรวมถึงการกันบัญชีปลอม (Sybil) อีกฝั่งคือ “การตัดสินสิทธิ์เข้าถึง” ทั้งการกู้ การเทรด และสิทธิ์ใช้งานโปรโตคอล ด้านล่างยังระบุว่ามีการเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มแล้วกว่า 100 แห่ง
แปลเป็นภาษาบ้าน ๆ คือ คะแนนของคุณไม่ได้นอนนิ่งอยู่บน Etherscan แต่ถูกส่งต่อไปให้แอปอื่นใช้ตัดสินว่าคุณจะได้กู้ไหม ได้แอร์ดรอปไหม หรือจะถูกกันออกจากแคมเปญไหม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระดับ API ที่ผู้ใช้มองไม่เห็นเลยว่าใครกำลังดึงข้อมูลของตัวเองไป
ข้อสังเกตเล็ก ๆ อีกเรื่อง โพสต์ที่พูดถึง Zeru ในช่วงคืนวันที่ 8 ต.ค. ถึงเช้าวันที่ 9 ต.ค. ตามเวลาไทยจำนวนมาก ใช้ถ้อยคำคล้ายกัน และหลายโพสต์ขึ้นต้นด้วยการทักชุมชนสะสมแต้ม Zaps นี่คือภาพสะท้อนที่น่าคิด ระบบที่อ้างว่าจะแยกคนจริงออกจากคนฟาร์ม กำลังถูกโปรโมตด้วยกลไกแจกแต้มที่จูงใจให้คนโพสต์ซ้ำ ๆ
ทุกเหรียญมีมที่เคยเทรด กลายเป็นประวัติถาวร
หน้าเว็บหลักของ ZeruAI ใช้คำว่า “Trust Oracle สำหรับการเงินบนเชน” และอธิบายตัวเองว่า “เปลี่ยนพฤติกรรมของกระเป๋าให้เป็นสัญญาณความน่าเชื่อถือ ที่ใช้ตัดสินว่าใครได้สินเชื่อ ใครได้สิทธิ์เข้าถึง และใครได้ร่วมขุดตลาด” ใต้ข้อความมีช่องให้ใส่ที่อยู่กระเป๋าหรือชื่อ ENS ใดก็ได้ พร้อมปุ่มเช็ก zScore

สังเกตคำว่า “ใดก็ได้” ให้ดี ช่องนี้ไม่ได้ถามว่าคุณเป็นเจ้าของกระเป๋าหรือเปล่า ไม่ต้องเซ็นข้อความพิสูจน์ ไม่ต้องเชื่อมต่อกระเป๋า แค่วางที่อยู่ของใครก็ได้ลงไป
ทีนี้ลองนึกถึงประวัติของคุณเอง ทุกเหรียญมีมที่เคยไล่ซื้อบน Pump.fun ทุกโปรเจกต์ที่เคยฟาร์มแอร์ดรอปด้วยการกดธุรกรรมวนไปวนมา ทุกครั้งที่โดนล้างพอร์ตตอนตลาดดิ่ง สิ่งเหล่านี้อยู่บนบล็อกเชนตลอดไปอยู่แล้ว แต่เมื่อก่อนมันเป็นข้อมูลดิบที่ต้องมีคนตั้งใจขุดถึงจะเห็นภาพ วันนี้มีคนย่อยให้เหลือตัวเลขเดียว แล้วแปะไว้หน้าแรกให้ทุกคนเห็น
Witch-King เขียนว่า “ข้อมูลบนเชนบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การเข้าใจพฤติกรรมเบื้องหลังธุรกรรมเป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก” ผมเห็นด้วย และนี่คือเหตุผลที่ผมกังวล เพราะเมื่อมันยาก ระบบก็ต้องเดา และเราไม่รู้เลยว่ามันเดาจากเกณฑ์อะไร กระเป๋าที่ทดลองเหรียญใหม่บ่อยอาจถูกมองว่าเป็นนักเก็งกำไรเสี่ยงสูง ทั้งที่จริงอาจเป็นนักวิจัยที่ทดสอบโปรโตคอล คนที่ใช้กระเป๋าหลายใบเพื่อความปลอดภัยอาจถูกจัดเป็นบัญชีปลอม และคนที่เคยโดนล้างพอร์ตครั้งเดียวในวิกฤตใหญ่อาจถูกตีตราไปอีกหลายปี
คะแนนสูงก็เสี่ยง คะแนนต่ำก็ถูกตัดสิทธิ์
ฝั่งผู้สนับสนุนขาย zScore ด้วยคำสัญญาเรื่องสินเชื่อ Musty อธิบายว่าใน DeFi ทั่วไป คุณอาจต้องวางหลักประกัน $1,500 เพื่อกู้ $1,000 เพราะโปรโตคอลวัดความเสี่ยงจากหลักประกันเป็นหลัก ส่วน Ammy ตั้งคำถามว่า “ถ้าชื่อเสียงใน DeFi ช่วยให้คุณกู้ได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเติมหลักประกันตลอดเวลาล่ะ”
ฟังดูดี แต่อย่าลืมว่าทุกระบบคะแนนมีสองด้านเสมอ ถ้าคะแนนสูงเปิดประตูสู่การกู้แบบหลักประกันต่ำ คะแนนต่ำก็คือประตูที่ปิดใส่หน้า และถ้าโปรเจกต์ต่าง ๆ เริ่มใช้ zScore กรองคนรับแอร์ดรอป อย่างที่ Obinna อธิบายว่าจำนวนกระเป๋าและวอลุ่มดิบแยกผู้ร่วมพัฒนาจริงออกจากบัญชีปลอมและนักฟาร์มไม่ได้ คนที่อยู่ท้ายตารางอาจโดนตัดออกจากรางวัลก้อนใหญ่ในอนาคต โดยไม่มีใครบอกเหตุผล

ภาพที่แนบมากับโพสต์ราตรีสวัสดิ์ของ Musty เป็นภาพเด็กหลับสบายใต้ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว ผมว่ามันบังเอิญสื่อความจริงข้อหนึ่งได้ดี ระหว่างที่คุณหลับ กระเป๋าของคุณกำลังถูกอ่าน ถูกให้คะแนน และถูกส่งต่อผ่าน API โดยที่คุณไม่ต้องตื่นมารับรู้อะไรเลย
แล้วคะแนนสูงล่ะ ปลอดภัยไหม คำตอบคือไม่เสมอไป คะแนนที่บอกว่ากระเป๋านี้เป็นผู้ใช้ตัวจริง มีประวัติยาว ถือสินทรัพย์มั่นคง ก็คือป้ายบอกมิจฉาชีพว่า “กระเป๋านี้คุ้มค่าที่จะเล็ง” ไม่ว่าจะเป็นแฮกเกอร์ที่ส่งฟิชชิงแบบเจาะจงตัว หรือกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงทางกายภาพบังคับเหยื่อโอนคริปโต ที่เรียกกันว่า wrench attack ซึ่งมีรายงานในหลายประเทศ ถ้าที่อยู่กระเป๋าของคุณเคยหลุดไปผูกกับชื่อจริง เช่น เคยโพสต์รับทิปหรือโชว์ NFT คะแนนนี้คือการคัดกรองเหยื่อแบบสำเร็จรูป
และอย่าลืมผู้ที่อาจสนใจข้อมูลแบบนี้มากที่สุด คือหน่วยงานด้านภาษีทั่วโลกที่กำลังไล่ตามรายได้จากคริปโต วันนี้ยังไม่มีหลักฐานว่ามีหน่วยงานรัฐใดใช้ zScore แต่เมื่อข้อมูลเปิดให้ทุกคนดูได้ ก็ไม่มีอะไรห้ามเช่นกัน
บูโรไทยยังมีกฎ แต่บูโรบนเชนไม่มีอะไรคุ้มครอง

ลองเทียบกับเครดิตบูโรที่คนไทยรู้จัก บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ อยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต และมีธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแล ผู้ที่จะดูข้อมูลของคุณได้ต้องเป็นสมาชิกที่มีเหตุอันควร และต้องได้รับความยินยอมจากคุณก่อน คุณมีสิทธิ์ขอตรวจข้อมูลของตัวเอง มีสิทธิ์โต้แย้งถ้าข้อมูลผิด และประวัติจะถูกเก็บในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ติดตัวไปตลอดชีวิต
ส่วนบูโรบนเชนล่ะ ไม่มีหน่วยงานกำกับ ไม่มีการขอความยินยอม ไม่มีเกณฑ์ว่าใครดูได้หรือดูไม่ได้ ไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพราะผู้ให้บริการจะเถียงได้เสมอว่าข้อมูลบนบล็อกเชนเป็นข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว เท่าที่ผมเห็นจากเอกสารประชาสัมพันธ์ ยังไม่พบช่องทางโต้แย้งคะแนนที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุด บล็อกเชนไม่ลืม ธุรกรรมเมื่อห้าปีก่อนยังอยู่ครบทุกบรรทัด
ใช่ว่าข้อมูลบนเชนเป็นสาธารณะมาตลอด แต่ข้อมูลสาธารณะกับคำตัดสินสาธารณะเป็นคนละเรื่องกัน รายการธุรกรรมดิบคือข้อเท็จจริง แต่ตัวเลข 0 ถึง 1,000 คือความเห็นของบริษัทเอกชนที่ใช้เกณฑ์ซึ่งคนทั่วไปตรวจสอบไม่ได้ เมื่อความเห็นนั้นไปแปะอยู่บน explorer ที่คนทั้งโลกใช้ มันจะดูน่าเชื่อถือราวกับเป็นข้อเท็จจริงทันที
DeFi หนีระบบคะแนนเครดิต หรือกำลังสร้างของที่ล้วงลึกกว่าเดิม

คำสัญญาแรกของ DeFi คือการเงินที่ไม่ถามว่าคุณเป็นใคร ไม่ต้องมีสลิปเงินเดือน ไม่ต้องมีคะแนนเครดิตแบบ FICO ของอเมริกา ใครวางหลักประกันพอก็กู้ได้ เท่าเทียมกันหมด ระบบหลักประกันเกินมูลค่าที่ Musty บอกว่าสิ้นเปลืองนั้น จริง ๆ คือราคาของความเป็นกลาง
แต่ระบบอย่าง zScore พาเราย้อนกลับไปสู่โลกที่ “คุณเป็นใคร” สำคัญอีกครั้ง และรู้มากกว่าธนาคารด้วย คะแนนเครดิตธนาคารเห็นแค่ว่าคุณจ่ายหนี้ตรงเวลาไหม แต่คะแนนบนเชนเห็นว่าคุณเทรดอะไร ตอนกี่โมง ถือนานแค่ไหน โหวตอะไรใน DAO และใช้แอปไหนบ้าง AntonyAlong พูดถึงข้อนี้ในเชิงบวกว่ากระเป๋าหนึ่งใบเล่าเรื่องได้มากกว่าโปรไฟล์โซเชียลเสียอีก ซึ่งตรงนี้แหละที่น่ากลัว
ยิ่งไปกว่านั้น วงการกำลังขยายไปไกลกว่าคนแล้ว Crypto Empire พูดถึงโปรเจกต์ที่ให้คะแนนเครดิตกับเอเจนต์ AI จากผลงานเทรดจริง ส่วน BoredCaesar (Ø,G)🥱 ชี้ว่า “คะแนนบอกได้ว่าใครควรได้เงินทุน แต่ส่วนที่ยากกว่าคือการควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเงินทุนถูกใช้ไปแล้ว” ทิศทางชัดเจนว่าการเงินบนเชนกำลังเดินไปสู่โลกที่ทุกตัวตน ทั้งคนและเครื่อง ต้องมีคะแนนติดตัว
ผมไม่ได้บอกว่าระบบชื่อเสียงบนเชนผิดทั้งหมด การกันบัญชีปลอมที่มาสูบแอร์ดรอปเป็นปัญหาจริง และสินเชื่อแบบหลักประกันต่ำก็อาจเปิดโอกาสให้คนที่มีทุนน้อย แต่คำถามคือ ทำไมคะแนนต้องเปิดให้ทุกคนดูโดยไม่ถามเจ้าของ ทำไมไม่ให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกยื่นคะแนนเอง แบบที่เราเลือกยื่นสเตทเมนต์ให้ธนาคารเมื่อเราอยากกู้
ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือหนึ่งในเรื่องที่คนในวงการคริปโตไทยควรตื่นตัว มากกว่าข่าวราคาขึ้นลงรายวันเสียอีก เพราะราคามันขึ้นลงแล้วก็จบ แต่ประวัติบนเชนอยู่กับเราไปตลอด
สิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนลองทำตอนนี้เลย คือเปิด explorer ที่ใช้ประจำแล้วใส่ที่อยู่กระเป๋าตัวเองดู แล้วถามตัวเองสามข้อ หนึ่ง คะแนนนี้สะท้อนตัวคุณจริงไหม สอง ถ้าคนแปลกหน้าเห็นคะแนนนี้ เขาจะรู้อะไรเกี่ยวกับคุณบ้าง และสาม ที่อยู่กระเป๋านี้เคยผูกกับชื่อจริงหรือโปรไฟล์โซเชียลของคุณหรือเปล่า
ถ้าข้อสามตอบว่าใช่ ผมแนะนำให้คิดเรื่องแยกกระเป๋าตามการใช้งานอย่างจริงจัง ใบหนึ่งไว้ถือยาว ใบหนึ่งไว้เล่นเหรียญมีม ใบหนึ่งไว้รับเงินจากคนอื่น และอย่าโพสต์ที่อยู่กระเป๋าหลักลงโซเชียลเด็ดขาด แต่ต้องยอมรับว่าวิธีนี้อาจกลับมาทำร้ายคุณได้ เพราะระบบแบบ zScore อาจมองว่าการมีหลายกระเป๋าคือพฤติกรรมของบัญชีปลอม นี่แหละคือกับดักของระบบคะแนนทุกแบบ มันบังคับให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเอาใจอัลกอริทึม แทนที่จะใช้เงินของเราอย่างอิสระ
ผมไม่ได้ต่อต้านนวัตกรรม และไม่ได้บอกว่า Zeru ตั้งใจทำร้ายใคร แต่ผมคิดว่าวงการต้องคุยเรื่องนี้ให้ชัดก่อนที่มันจะกลายเป็นมาตรฐานโดยไม่มีใครทันตั้งตัว อย่างน้อยที่สุดควรมีสามอย่าง คือเจ้าของกระเป๋าเลือกได้ว่าจะเปิดหรือซ่อนคะแนน มีช่องทางโต้แย้งที่ใช้งานได้จริง และเปิดเผยเกณฑ์ให้คนทั่วไปเข้าใจว่าคะแนนมาจากไหน
คนไทยต่อสู้มาหลายปีเพื่อให้เครดิตบูโรมีกฎ มีระยะเวลาเก็บข้อมูล และมีสิทธิ์โต้แย้ง อย่าให้โลกคริปโตที่เราเชื่อว่าอิสระกว่า กลายเป็นที่ที่เราติดบูโรตลอดชีวิตโดยไม่มีใครถามเราสักคำ
ภาพจาก AI

