bitkub-banner

สถาบันการเงินเกาหลีใต้ถูก AI แฮกข้อมูล เงินฝากของเราจะยังปลอดภัยอยู่ไหม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สถาบันการเงิน 7 แห่งในเกาหลีใต้ถูกเจาะระบบผ่านบริการภายนอกโดยมี AI ช่วยสนับสนุน ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้ารั่วไหลตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักหมื่นรายการ
  • แฮกเกอร์ไม่ได้เจาะระบบหลักโดยตรง และยังไม่มีรายงานการถูกขโมยเงินในบัญชีผู้ใช้
  • ความน่ากลัวที่แท้จริงคือการที่ข้อมูลส่วนตัวหลุดรั่ว ซึ่งอาจนำไปสู่ภัยคุกคามและการฉ้อโกงรูปแบบอื่น

แนวโน้มผลกระทบ : Neutral

เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ CrowdStrike เปิดเผยว่าสถาบันการเงิน 7 แห่งในเกาหลีใต้ถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยมี AI เข้าช่วย ส่งผลให้ข้อมูลลูกค้ารั่วไหลนับหมื่นรายการ แม้ธนาคารจะใช้เวลาตรวจสอบค่อนข้างนานและยังไม่มีรายงานความเสียหายต่อเงินในบัญชี แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าระบบการเงินกำลังเผชิญความท้าทายเมื่อความเร็วในการโจมตีด้วย AI แซงหน้าการตอบสนองของสถาบันการเงิน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึงเรื่องความปลอดภัยของธนาคาร เรามักคิดถึงระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น กล้องวงจรปิด ตู้เซฟขนาดยักษ์ ที่ทำให้เราอุ่นใจเสมอว่า “เงินเรายังปลอดภัยอยู่ที่เดิม”

แต่รายงานเหตุการณ์ล่าสุดจากเกาหลีใต้ กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า กำแพงที่เราคิดว่าแน่นหนาและปลอดภัยนั้น อาจกำลังถูกทุบทำลายด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ธนาคารเกาหลีโดนแฮก

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน ถึงต้นเดือนตุลาคมเมื่อระบบของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในเกาหลีใต้ถึง 7 แห่ง ถูกเจาะทะลวงพร้อมกัน ไล่ตั้งแต่เบอร์ใหญ่อย่าง Shinhan Bank, KB Kookmin, Hana Bank, BNK Busan ไปจนถึงสถาบันการเงินเฉพาะทางอย่าง Yegaram, Welcome Savings Bank และ Hyundai Capital

ข้อมูลลูกค้าและพนักงานหลุดออกไปนับหมื่นรายการ ที่หนักสุดคือ Shinhan Bank โดนดูดข้อมูลไปกว่า 25,000 ชุด และ Yegaram Savings Bank อีกราว 40,000 บัญชี แต่กว่าสถาบันการเงินจะรู้ตัวว่าข้อมูลรั่วไหลก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมงถึงจะตรวจพบ เช่น Shinhan ใช้ราว 15 ชั่วโมง Hana ใช้เกือบ 42 ชั่วโมง ส่วน KB Kookmin ใช้ถึง 68 ชั่วโมง

จุดพีคของเรื่องนี้คือ ตอนที่ทีม CrowdStrike เข้าไปแกะรอยเซิร์ฟเวอร์ที่คนร้ายเผลอเปิดทิ้งไว้และเจอประวัติการใช้งาน Claude Code ที่ถูกนำมาประกอบเข้ากับ ARTEX เครื่องมือเจาะระบบสัญชาติจีน ที่ปกติใช้ตรวจหาจุดอ่อนให้องค์กร แต่คราวนี้ถูกจับคู่เพื่อบุกเข้าไปโจมตีเสียเอง 

อย่าเพิ่งตื่นตระหนก

แม้ว่ารายงานจะยืนยันว่ามีข้อมูลรั่วไหลออกจากสถาบันการเงินจริง แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าเงินในบัญชีลูกค้าถูกขโมย และยังไม่เห็นผลกระทบลามไปทั้งระบบการเงิน 

นอกจากนี้ รายงานจากเกาหลียังชี้ด้วยว่าแฮกเกอร์ได้ทำการเจาะระบบผ่านบริการภายนอกที่การป้องกันอ่อนกว่า ไม่ได้เจาะเข้าระบบหลักของธนาคารโดยตรง ทำให้ในภาพรวมแล้วระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารยังคงมีความน่าเชื่อถืออยู่ และไม่ได้เกิดข้อผิดพลาด หรือ พ่ายแพ้ให้แก่ AI

เงินของเราจะยังปลอดภัยอยู่ไหม?

แน่นอนว่าเมื่อมีเหตุการณ์รูปแบบนี้เกิดขึ้นหลายคนอาจเริ่มมีข้อสงสัยว่าเงินทั้งชีวิตของเราจะยังคงปลอดภัยอยู่ไหม หากวันหนึ่งธนาคารถูก AI ขโมยเงินออกไปจนหมด

ในทางปฏิบัติ หากการปล้นเกิดขึ้นจริงเงินของลูกค้าก็จะยังอยู่ เพราะธนาคารมีหน้าที่คุ้มครองทรัพย์สินและชดเชยลูกค้า ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวหรือใกล้เคียงมักมีกฎหมายคุ้มครองครอบคลุมอยู่ในทุกประเทศ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดจึงไม่ใช่เรื่องของเงินในบัญชี แต่เป็นการที่ข้อมูลอ่อนไหว หรือความลับทางการเงินของเราหลุดไปยังมิจฉาชีพมากกว่า

ลองสมมติว่า คนร้ายสืบทราบแน่ชัดแล้วว่าคุณมีเงินในบัญชีหลักหลายสิบล้าน พร้อมที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดจากนี้คือ ความเสี่ยงของการถูกฉ้อโกง ทั้งการหลอกลวง Phishing scam รวมไปถึงการลักพาตัว และการสังหารเพื่อชิงทรัพย์ในกรณีเลวร้ายที่สุด

ความเสี่ยงดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อมีรายงานว่า ธนาคาร และสถาบันการเงินยังขยับตัวตามไม่ทันมิจฉาชีพ เมื่อสำรวจของ PwC พบว่ามีเพียงหนึ่งในห้าเท่านั้นของผู้ให้บริการทางการเงินที่ยอมให้ AI ตัดสินใจป้องกันเองโดยไม่มีมนุษย์คุม ในขณะที่ฝั่งโจมตีสามารถใช้ AI ได้อย่างอิสระ ส่งผลทำให้การป้องกันอาจช้ากว่าการโจมตีในอนาคตที่ AI เก่งขึ้นหากยังไม่เร่งปรับตัว

คริปโตแก้ปัญหานี้ได้ไหม

ถึงคริปโตจะถูกยกย่องว่าเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่ผู้ใช้สามารถเก็บไว้กับตัวได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องพึ่งพาบริการอย่างธนาคาร แต่ในความเป็นจริงแล้วคริปโตก็ประสบกับปัญหารูปแบบเดียวกัน

จริงอยู่ที่ว่าการถือ Bitcoin หรือ Ethereum จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องโปรโตคอลถูกแฮกไปได้มาก แต่สุดท้ายแล้วความเสี่ยงก็ยังคงมีสาเหตุมาจากตัวของผู้ใช้มากกว่าเครือข่ายอยู่ดี ซึ่งเราต่างเห็นกันมาแล้วกับเหตุการณ์ Wrench Attack ที่เกิดขึ้นทั่วโลก 

มิหนำซ้ำคริปโตยังมีความเสี่ยงในเรื่องของมูลค่าที่ลดลงในหน่วยเงินเฟียตอีกด้วย

โดยสรุปแล้ว การที่ AI สามารถเข้าถึงข้อมูลของสถาบันการเงินได้ ไม่ได้ทำให้เงินของเราตกอยู่ในอันตรายฉับพลัน แต่โลกการเงินกำลังเข้าสู่ยุคที่ความเร็วของการโจมตีเพิ่มขึ้นเร็วกว่าความเร็วของการตอบสนอง ธนาคารและหน่วยงานกำกับต้องไล่ให้ทัน ส่วนเราเองก็ต้องไม่ประมาท เพราะความปลอดภัยของเงินในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับธนาคารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป และตัวเราก็ต้องหาวิธีกระจายความเสี่ยงเผื่อเอาไว้ด้วย

อ้างอิง : Cryptopolitan 


มุมมองผู้เขียน: เหตุการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณในอนาคตที่จะต้องทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสะสมสินทรัพย์ให้หลากหลายรูปแบบขึ้นทั้งดิจิทัลและแบบจับต้องได้เพื่อกระจายความเสี่ยง