bitkub-banner

FSB เตือน Stablecoin หนุนเงินเต็มก็หลุด $1 ได้ เหมือน USDC ปี 2023

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • FSB เตือนว่า Stablecoin ที่มีเงินสำรองหนุนเต็มจำนวนก็ยังเจอแรงแห่ถอนได้ เพราะผู้ใช้ขายได้ 24 ชั่วโมง แต่เงินสำรองชำระราคาตามเวลาทำการธนาคาร
  • มีนาคม 2023 USDC ร่วงเหลือราว $0.87 ในสุดสัปดาห์เดียว หลังเงินสำรอง $3.3 พันล้านติดอยู่ใน SVB ที่ถูกสั่งปิด
  • ภาวะตอนนี้คล้ายเดิม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงสุดในรอบหลายสิบปี ดัชนีหุ้นธนาคาร KBW ร่วงราว 12% ใน 2 เดือน และรายย่อยไม่มีสิทธิแลกคืนที่ $1 โดยตรง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  BEARISH

สัญญาณความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรและหุ้นธนาคารสหรัฐฯ เพิ่มความเสี่ยงที่ Stablecoin จะหลุดหมุดชั่วคราว หากเกิดขึ้นจริงจะกระทบสภาพคล่องของตลาดคริปโตทั้งระบบ เพราะ Stablecoin คือเงินพักหลักของนักเทรด แม้ยังไม่มีสัญญาณวิกฤตชัดเจน แต่ภาพรวมเอียงไปทางลบ

ในเดือนมีนาคม 2023 USDC ร่วงลงไปซื้อขายแถว $0.87 ภายในสุดสัปดาห์เดียว ทั้งที่ Circle ผู้ออกเหรียญมีเงินสำรองครบ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ขาย Altcoin แล้วพักเงินไว้ใน USDT หรือ USDC เพื่อรอจังหวะกลับเข้าตลาด เหรียญที่ควรนิ่งที่สุดในพอร์ตเคยหายไปเกือบ 13% ในวันที่ธนาคารปิด และไม่มีใครเปิดรับคำขอแลกคืนให้คุณ

เรื่องนี้กลับมาสำคัญอีกครั้ง เพราะคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability Board หรือ FSB) ออกคำเตือนว่า Stablecoin ที่มีเงินสำรองหนุนเต็มจำนวนก็ยังเจอแรงแห่ถอนได้ จังหวะที่คำเตือนนี้ออกมาก็น่ากังวล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี และหุ้นกลุ่มธนาคารเริ่มร่วง ส่วนผสมแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้ USDC หลุดหมุดเมื่อ 3 ปีก่อน

บทความนี้ไม่ได้บอกว่า Stablecoin จะพังพรุ่งนี้ แต่อยากถามคำถามที่นักเทรดไทยหลายคนยังไม่เคยถามตัวเอง ถ้าส่วนที่ปลอดภัยที่สุดในพอร์ตของคุณคือ Stablecoin แล้วเมื่อเกิดแรงกระแทกในตลาดพันธบัตรครั้งหน้า ส่วนที่ปลอดภัยนั้นจะยังปลอดภัยอยู่ไหม

เงินพักรอ Altcoin ของคุณ อาจไม่ใช่เงินสดอย่างที่คิด

เงินพักรอ Altcoin ของคุณ อาจไม่ใช่เงินสดอย่างที่คิด
ภาพจาก AI

ตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดของ Bitcoin (BTC Dominance) อยู่แถว 60% ซึ่งหมายความว่าเงินจำนวนมากยังไม่ไหลไปหา Altcoin นักเทรดจำนวนไม่น้อยจึงเลือกขายเหรียญเล็กแล้วพักเงินไว้ใน USDT หรือ USDC รอสัญญาณฤดูกาล Altcoin รอบใหม่ ในวงสนทนาคริปโตไทยมักเรียกเงินก้อนนี้ว่า “เงินสดข้างสนาม”

แต่คำว่าเงินสดตรงนี้มีปัญหา เงินสดจริงในบัญชีธนาคารไทยมีระบบคุ้มครองเงินฝาก มีธนาคารกลางคอยดูแลสภาพคล่อง และถอนเป็นบาทได้ตามกติกาที่ชัดเจน ส่วน Stablecoin คือคำสัญญาของบริษัทเอกชนว่าจะแลกคืนให้ 1 ดอลลาร์ โดยมีเงินสำรองเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น สัญญาซื้อคืน (repo) และเงินฝากธนาคารอยู่เบื้องหลัง

ข้อความ “หนุนหลัง 100%” ตอบคำถามเดียว คือบริษัทมีทรัพย์สินพอจ่ายหรือไม่ แต่ไม่ได้ตอบอีกสองคำถามที่สำคัญพอกัน คือจ่ายได้เมื่อไร และจ่ายให้ใคร ถ้าคำตอบคือ “จ่ายได้วันจันทร์ และจ่ายให้ลูกค้าสถาบันก่อน” คนที่ถือเหรียญอยู่บนเว็บกระดานเทรดในคืนวันเสาร์ก็ไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากเงินสำรองเลย

ย้อนดูสุดสัปดาห์ที่ USDC ร่วงเหลือ $0.87

ย้อนดูสุดสัปดาห์ที่ USDC ร่วงเหลือ $0.87
ภาพจาก AI

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2023 หน่วยงานกำกับสั่งปิด Silicon Valley Bank (SVB) หลังลูกค้าแห่ถอนเงินจนธนาคารรับไม่ไหว ต้นเหตุคือ SVB ถือพันธบัตรระยะยาวไว้จำนวนมาก เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยแรง ราคาพันธบัตรก็ร่วงจนธนาคารขาดทุนหนัก เมื่อต้องขายพันธบัตรเพื่อหาเงินสดมาจ่ายลูกค้า ผลขาดทุนที่เคยซ่อนอยู่ก็กลายเป็นขาดทุนจริง

คืนวันนั้น Circle ยืนยันว่าเงินสำรองของ USDC ราว $3.3 พันล้าน จากทั้งหมดประมาณ $4 หมื่นล้าน ติดค้างอยู่ใน SVB หรือคิดเป็นราว 8% ของเงินสำรองทั้งหมด ตัวเลขนี้ไม่ได้ทำให้ Circle ล้มละลาย แต่ตลาดไม่รอคำอธิบาย ในวันเสาร์ที่ 11 มีนาคม USDC ร่วงลงไปซื้อขายแถว $0.87 ถึง $0.88 บนหลายเว็บกระดานเทรด ส่วน Coinbase ก็หยุดการแลก USDC เป็นดอลลาร์ชั่วคราวในช่วงสุดสัปดาห์

ผลกระทบลามไปไกลกว่า USDC ด้วย DAI ซึ่งใช้ USDC เป็นหลักประกันจำนวนมากก็หลุดหมุดตามไปที่แถว $0.90 ขณะที่ USDT กลับซื้อขายสูงกว่า $1 เล็กน้อย เพราะคนแห่ย้ายเงินหนีจาก USDC ภาพนี้บอกเราว่าในวันที่ตลาดตื่นตระหนก ไม่มี Stablecoin ตัวไหนเป็น “เงินดอลลาร์” อย่างแท้จริง ทุกเหรียญกลายเป็นสินทรัพย์ที่ราคาขึ้นลงตามความกลัวของคนในตลาด

เรื่องจบลงในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ธนาคารกลางสหรัฐฯ และหน่วยงานคุ้มครองเงินฝาก (FDIC) ประกาศคุ้มครองเงินฝากทุกบาททุกสตางค์ใน SVB ในวันเดียวกันนั้น Signature Bank อีกหนึ่งธนาคารที่ให้บริการลูกค้าคริปโตก็ถูกสั่งปิด เมื่อตลาดเปิดวันจันทร์ USDC จึงค่อย ๆ กลับมาใกล้ $1

ลองถามตัวเองว่า ถ้าวันนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เข้ามาอุ้ม เรื่องจะจบแบบไหน และคนที่ตกใจขาย USDC ทิ้งที่ $0.88 ในคืนวันเสาร์ ได้เงินส่วนที่หายไปคืนหรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ ส่วนต่างตรงนั้นไหลไปอยู่ในกระเป๋าคนที่มีช่องทางแลกคืนกับ Circle โดยตรงในวันจันทร์

FSB ชี้ปัญหาที่แท้จริงคือเวลา ไม่ใช่เงินสำรอง

FSB ชี้ปัญหาที่แท้จริงคือเวลา ไม่ใช่เงินสำรอง
ภาพจาก AI

คำเตือนล่าสุดของ FSB ตรงกับบทเรียนปี 2023 พอดี ประเด็นหลักคือ Stablecoin ที่มีเงินสำรองครบก็ยังเจอแรงแห่ถอนได้ เพราะเวลาของสองฝั่งไม่ตรงกัน FSB เรียกปัญหานี้ว่าความไม่สมดุลของสภาพคล่องข้ามพรมแดน

ฝั่งผู้ใช้โอนและขาย Stablecoin ได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน ข้ามประเทศได้ในไม่กี่วินาที คนในกรุงเทพฯ ขายได้ตอนตี 2 คนในอาร์เจนตินาขายได้ตอนบ่าย ตลาดคริปโตไม่เคยปิด

แต่ฝั่งเงินสำรองอยู่ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (T-bills) สัญญาซื้อคืน และเงินฝากธนาคาร ซึ่งทั้งหมดชำระราคาตามเวลาทำการของธนาคารในประเทศเดียว ส่วนใหญ่คือสหรัฐฯ ระบบโอนเงินของธนาคารสหรัฐฯ ปิดในวันเสาร์และอาทิตย์ และปิดในวันหยุดราชการ ถ้าเกิดเรื่องคืนวันศุกร์ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับเช้าวันเสาร์ในไทย ผู้ออกเหรียญอาจต้องรอสองวันเต็มกว่าจะขายพันธบัตรหรือโอนเงินได้

พูดง่าย ๆ คือคนถือเหรียญวิ่งได้เร็วกว่าเงินสำรองหลายเท่า ในช่วงเวลาที่ห่างกันนั้น ราคาบนตลาดรองจะถูกกำหนดด้วยความกลัว ไม่ใช่ด้วยมูลค่าในงบดุล และแม้แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าปลอดภัยที่สุดในโลก ก็ไม่ได้แปลว่าขายได้ทุกเวลาโดยไม่ขาดทุน ถ้าอัตราผลตอบแทนพุ่งเร็ว ราคาพันธบัตรก็ร่วง ถ้าทุกคนต้องการขายพร้อมกัน ส่วนต่างราคาก็กว้างขึ้น

อีกเรื่องที่ต้องคิดคือขนาด ตลาด Stablecoin ในวันนี้ใหญ่กว่าปี 2023 มาก และยังเชื่อมกับธนาคาร บริการโอนเงินข้ามประเทศ และแอปชำระเงินมากขึ้นทุกเดือน ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่แค่ในโลกคริปโตอีกต่อไป นี่คือเหตุผลที่หน่วยงานระดับโลกอย่าง FSB เริ่มส่งเสียงเตือน

ภาพตลาดตอนนี้ คล้ายมีนาคม 2023 แค่ไหน

ภาพตลาดตอนนี้ คล้ายมีนาคม 2023 แค่ไหน
ภาพจาก AI

ต้องพูดให้ชัดก่อนว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำแบบเดิมเป๊ะ แต่ส่วนผสมตอนนี้หน้าตาคล้ายเดิมจนน่าอึดอัด ลองไล่ดูทีละข้อ

  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี ซึ่งหมายความว่าพันธบัตรที่ธนาคารซื้อไว้ตอนดอกเบี้ยต่ำกำลังขาดทุนทางบัญชี เหมือนที่เกิดกับ SVB
  • ดัชนีหุ้นธนาคาร KBW ร่วงราว 12% ในช่วง 2 เดือน ดัชนีนี้รวมหุ้นธนาคารใหญ่ของสหรัฐฯ และมักเป็นสัญญาณแรกที่บอกว่านักลงทุนเริ่มกังวลเรื่องงบดุลของธนาคาร
  • ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อ CPI จะขยับจาก 3.4% ขึ้นไปที่ 3.6% ถ้าออกมาตามคาดหรือสูงกว่า ความหวังว่าดอกเบี้ยจะลงเร็วก็ยิ่งริบหรี่
  • John Williams ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ยังไม่ปิดประตูการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2026 แค่ความเป็นไปได้นี้ก็เพียงพอจะกดดันตลาดพันธบัตรต่อ

ในปี 2023 กลไกคือดอกเบี้ยขึ้น ทำให้ราคาพันธบัตรร่วง ธนาคารขาดทุนจนลูกค้าแห่ถอน แล้ว Stablecoin ที่ฝากเงินไว้กับธนาคารนั้นก็หลุดหมุดตาม วันนี้ข้อต่อแรกและข้อต่อที่สองกำลังขยับ ข้อต่อที่สามยังไม่เกิด และอาจไม่เกิดเลยก็ได้ แต่คนที่เรียกตัวเองว่าเทรดเดอร์ไม่ควรรอให้เกิดก่อนแล้วค่อยคิด

ฝั่งที่มองโลกในแง่ดีก็มีเหตุผลรองรับ ผู้ออก Stablecoin รายใหญ่ปรับโครงสร้างเงินสำรองหลังปี 2023 ให้ถือพันธบัตรระยะสั้นและกระจายธนาคารมากขึ้น และกฎหมายสหรัฐฯ ก็เริ่มบังคับมาตรฐานเงินสำรองชัดเจนกว่าเดิม ข้อนี้จริง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องเวลาที่ FSB ชี้ เพราะพันธบัตรที่ดีที่สุดในโลกก็ยังชำระราคาในวันเสาร์ไม่ได้อยู่ดี

ใครได้แลกที่ $1 จริง ๆ

ใครได้แลกที่ $1 จริง ๆ
ภาพจาก AI

นี่คือหัวใจของเรื่องที่คนไม่ค่อยพูดถึง การแลก Stablecoin คืนเป็นดอลลาร์ที่ราคา $1 เต็มนั้นไม่ใช่สิทธิของทุกคน

การแลกคืนโดยตรงกับผู้ออกเหรียญทำได้เฉพาะลูกค้าที่ผ่านการยืนยันตัวตนกับบริษัทแล้ว Circle เปิดช่องทางนี้ผ่านบริการสำหรับลูกค้าธุรกิจและสถาบัน ส่วน Tether กำหนดขั้นต่ำการแลกคืนไว้ที่ระดับหลักแสนดอลลาร์ต่อครั้งตามเงื่อนไขที่เปิดเผยบนเว็บไซต์ และมีค่าธรรมเนียม ซึ่งหมายความว่าคนที่ได้ $1 จริง ๆ คือกองทุน บริษัทเทรดรายใหญ่ เว็บกระดานเทรด และนักทำตลาด

นักเทรดรายย่อยชาวไทยส่วนใหญ่ซื้อ USDT ด้วยเงินบาทบนเว็บกระดานเทรดในประเทศ เวลาจะออกก็ต้องขายผ่านกระดานซื้อขายเหมือนเดิม ไม่ได้ส่งเหรียญกลับไปให้ Tether สิ่งที่คุณได้จึงเป็นราคาตลาดรอง ณ วินาทีนั้น ในวันปกติราคานี้ใกล้เคียง $1 มากจนเราลืมไปว่ามันเป็นคนละอย่างกัน แต่ในวันที่ตลาดตื่นตระหนก ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้คือเงินที่ย้ายจากกระเป๋ารายย่อยไปสู่กระเป๋ารายใหญ่

ลองนึกภาพตามสถานการณ์ปี 2023 รายย่อยตกใจขาย USDC ที่ $0.88 ในคืนวันเสาร์ ส่วนเจ้ามือที่มีบัญชีแลกคืนโดยตรงก็กวาดซื้อเอาไว้ แล้วรอแลกคืนที่ $1 ในวันจันทร์ ทำกำไรราว 13% ในสองวันโดยแทบไม่มีความเสี่ยงถ้ามั่นใจในเงินสำรอง นี่ไม่ใช่การโกง แต่คือโครงสร้างของระบบที่ให้ประโยชน์กับคนที่อยู่ใกล้ผู้ออกเหรียญมากที่สุด

อีกชั้นหนึ่งที่คนไทยควรรู้คือเรื่องเงินบาท การขาย USDT เป็นบาทต้องอาศัยผู้ซื้อบนกระดานในประเทศ ถ้าทุกคนอยากออกพร้อมกัน ราคา USDT ต่อบาทอาจถูกกดลงต่ำกว่าอัตราแลกเปลี่ยนจริงได้ และการถอนบาทเข้าบัญชีธนาคารไทยก็ยังขึ้นกับระบบธนาคารที่มีเวลาทำการและข้อจำกัดของตัวเอง

ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมไม่ได้คิดว่า USDT หรือ USDC จะล้มในเร็ว ๆ นี้ และไม่ได้อยากให้ใครตกใจแห่ขายทิ้ง เพราะนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้หลุดหมุด สิ่งที่ผมอยากให้เปลี่ยนคือวิธีคิด เลิกเรียก Stablecoin ว่าเงินสดเสียที มันคือสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำที่อยู่บนคำสัญญาของบริษัทเอกชน และพึ่งพาระบบธนาคารที่ปิดทำการทุกวันเสาร์และอาทิตย์

ผมว่าเรื่องที่น่าขำแบบขมขื่นคือ หลายคนพักเงินใน Stablecoin เพื่อหนีความผันผวนของ Altcoin แต่ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในเหรียญกลุ่มนี้กลับเชื่อมกับตลาดพันธบัตรและหุ้นธนาคารสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเทรดคริปโตส่วนใหญ่ไม่เคยเปิดดูเลย ตอนนี้ดัชนีธนาคารร่วง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง และธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่ปิดทางขึ้นดอกเบี้ย ผมว่าถึงเวลาที่ต้องเปิดดูแล้ว

ถ้าถามว่าควรสังเกตอะไร ผมจะดูสามเรื่อง เรื่องแรกคือดัชนีหุ้นธนาคาร KBW ถ้ายังร่วงต่อแรง ๆ ให้ถือว่าเป็นไฟเหลือง เรื่องที่สองคือรายงานเงินสำรองของผู้ออกเหรียญว่าฝากเงินไว้ที่ธนาคารไหนและสัดส่วนเท่าไร เรื่องที่สามคือราคา Stablecoin บนกระดานเทรดในช่วงสุดสัปดาห์ ถ้าเริ่มเห็นส่วนต่างจาก $1 กว้างผิดปกติ นั่นคือสัญญาณว่ามีคนรู้อะไรบางอย่างก่อนคุณ

และสำหรับคนที่ถือเงินก้อนใหญ่ไว้ใน Stablecoin ตัวเดียว ผมคิดว่าคำถามที่ควรถามตัวเองไม่ใช่ว่า “เหรียญนี้มีเงินหนุนครบไหม” แต่คือ “ถ้าคืนวันเสาร์ธนาคารใหญ่สักแห่งในอเมริกาล้ม ผมจะได้เงินคืนเท่าไร และได้เมื่อไร” ถ้าคุณตอบไม่ได้ แปลว่าส่วนที่ปลอดภัยในพอร์ตของคุณอาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเอง

ภาพจาก AI