bitkub-banner

กูรูระดับโลกเห็นพ้องปี 2027 จะเป็นจุดตกต่ำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ Bitcoin รอดหรือร่วงตาม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • กูรูการเงินชื่อดังอย่าง Ray Dalio และ Paul Tudor Jones ออกมาเตือนว่าปี 2027 อาจเป็นปีที่ยากลำบากและเป็นจุดตกต่ำของตลาดหุ้นสหรัฐฯ 
  • ทิศทางของ Bitcoin ในปี 2027 ยังมีความไม่แน่นอนสูง ว่าจะเคลื่อนไหวตามตลาดหุ้น หรือเคลื่อนไหวตามวัฏจักร
  • นักลงทุนควรติดตามปัจจัยมหภาค กระแสเงินใน Bitcoin ETF และค่าเงินดอลลาร์ พร้อมเน้นการบริหารความเสี่ยง

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

เหล่ากูรูการเงินมองตรงกันว่าปี 2027 อาจเป็นปีที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะตกต่ำจากความเสี่ยงฟองสบู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ส่งผลให้เกิดความกังวลว่า Bitcoin จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยหรือไม่ โดย Bitcoin อาจเลือกเดินได้สองทางนักลงทุนจึงควรติดตามปัจจัยมหภาคและเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความสับสน แม้เทรนด์ของอุตสาหกรรม AI จะเป็นของจริง แต่นักวิเคราะห์ และกูรูด้านการเงินการลงทุน หลายคนต่างเริ่มเห็นพ้องตรงกันว่า 2027 จะเป็นปีที่แย่สำหรับหุ้นสหรัฐฯ และ S&P500 ส่งผลทำให้นักลงทุนคริปโตเริ่มกังวลกันว่า Bitcoin จะได้รับผลกระทบตามด้วยหรือไม่?

2027 จะเป็นปีที่แย่

Ray Dalio นักลงทุนชื่อดังในช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเขาได้เริ่มออกมาเตือนว่า AI กำลังเกิดภาวะฟองสบู่แบบคลาสสิก ที่เทคโนโลยีนั้นอาจเป็นของที่เปลี่ยนโลกได้จริง แต่ความเสี่ยงยังคงเกิดขึ้นได้เมื่อ ราคาหุ้นวิ่งล่วงหน้าเกินกว่าผลกำไรที่จะเกิดขึ้นจริงไปหลายปี และตอนนี้ผลลัพธ์ของสิ่งที่เขากลัวก็เริ่มมีเค้าลางเกิดขึ้นแล้ว เห็นได้จากการทุ่มงบมหาศาลแต่กระแสเงินสดกลับยังไม่ได้มากตาม

หากผลประกอบการในอนาคตไม่สามารถเติบโตได้ทันสมมติฐานที่ราคาสะท้อนไว้ ตลาดจะเกิดการปรับลดตัวคูณมูลค่า ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับฐานลงอย่างหนัก ทำให้ดัชนีที่ได้หุ้นกลุ่มดังกล่าวแบกเอาไว้ต้องปรับตัวลงตาม 

ขณะเดียวกัน Paul Tudor Jones ผู้มีชื่อเสียงจากการจับจังหวะตลาดทำกำไรมหาศาลจากวิกฤต Black Monday ในปี 1987 ได้ส่งสัญญาณเตือนข้ามช็อตว่า 2027 จะเป็นปีที่ยากลำบากและตัวเขาก็มีแผนที่จะเริ่มเปิดชอร์ต ส่วน Yardeni Research ก็มองปรับลดเป้าหมายของ S&P 500 ลงเพราะหุ้นในตลาดส่วนที่เหลือไม่มีกำลังมากพอที่จะประคองดัชนีไว้ได้หากหุ้น AI ถูกเทขายอย่างหนัก

Bitcoin จะเลือกทางไหน

สำหรับ Bitcoin ปี 2027 อาจมีทิศทางที่แตกต่างไปจากสินทรัพย์อื่น เพราะหากยึดตามทฤษฎีวัฏจักรราคาแบบดั้งเดิม ปีหน้าควรจะเป็นจังหวะที่ตลาดเริ่มฟื้นตัวและกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นครั้งใหญ่

แต่ว่าโครงสร้างตลาดในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว การก้าวเข้ามามีบทบาทของนักลงทุนสถาบันทำให้ Bitcoin ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไกและปัจจัยภายในเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ผูกโยงเข้ากับสภาวะและความกังวลทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญคือ เมื่อวิกฤตมาถึง ตลาดจะจัดวาง Bitcoin ไว้ในสถานะใด ระหว่าง “สินทรัพย์เสี่ยง” ที่เคลื่อนไหวตามตลาดหุ้นและมักถูกเทขายออกมาก่อนเป็นด่านแรก หรือ “สินทรัพย์รักษามูลค่า” ที่ใช้กระจายความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของเงินตรา ซึ่งทั้งสองบทบาทนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว ด้านหนึ่งคือการเผชิญแรงเทขายจนย่อตัวหนัก ขณะที่อีกด้านคือการสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องสวนทางวิกฤต

ในการประเมินว่า Bitcoin จะเดินไปในทิศทางใด นักลงทุนสามารถสังเกตได้จากตัวชี้วัดสำคัญ เริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ของราคาระหว่าง Bitcoin กับดัชนี Nasdaq และ S&P 500 หากราคายังคงเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มไปกับตลาดหุ้นในช่วงที่ตลาดอ่อนแรง ย่อมเป็นสัญญาณว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังมอง Bitcoin เป็นสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าหลุมหลบภัย

ถัดมาคือ ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในระบบ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งหุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัล ควบคู่ไปกับการติดตามกระแสเงินไหลเข้า-ออกของกองทุน Bitcoin ETF ที่สะท้อนพฤติกรรมและการตัดสินใจของนักลงทุนสถาบันได้อย่างชัดเจน

ปัจจัยสุดท้ายคือ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและระดับความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินเฟียต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด “ทองคำดิจิทัล” หากเริ่มเห็นเม็ดเงินไหลเข้าสู่ Bitcoin ในจังหวะที่ดอลลาร์อ่อนค่าหรือในยามที่ตลาดหุ้นผันผวนหนัก นั่นอาจเป็นสัญญาณยืนยันว่า Bitcoin กำลังก้าวขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์รักษามูลค่าได้อย่างแท้จริง

สรุป

ปัจจุบัน ยังไม่มีใครฟันธงได้ว่า Bitcoin จะเลือกเดินทางไหนในปี 2027 เพราะทั้งสองสถานการณ์ล้วนมีความเป็นไปได้ และอาจเกิดขึ้นสลับกันในแต่ละช่วงเวลาก็ได้ ประวัติศาสตร์ก็เคยแสดงให้เห็นว่าในวิกฤตครั้งใหญ่ เช่น ช่วงโควิดปี 2020 Bitcoin ถูกเทขายตามตลาดหุ้นเป็นด่านแรกก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้ในภายหลัง 

สิ่งที่นักลงทุนทำได้จึงไม่ใช่การเดาทิศทางให้แม่นยำ แต่คือการบริหารความเสี่ยงให้พร้อมรับทั้งสองกรณี ทั้งนี้ เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงมุมมองจากนักวิเคราะห์และไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาความเสี่ยงของตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ