สรุปข่าว
- Hacken เผยรายงานไตรมาส 3 ปี 2026 พบเหตุโจมตี 107 ครั้ง สร้างความเสียหายรวม 1,180.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 39,674 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 55% จากไตรมาสก่อน
- เหตุการณ์เพียง 11 เคสที่เป็นการโจมตีเชิงโครงสร้าง กลับกินสัดส่วนความเสียหายถึง 77% ขณะที่การเจาะ Smart Contract 71 เคส สร้างความเสียหายเพียง 19%
- Hacken เสนอให้เปลี่ยนไปใช้ระบบตรวจสอบความปลอดภัยแบบต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรป
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
ตัวเลขความเสียหายที่พุ่งขึ้น และช่องโหว่ที่เกิดจากบริษัทซัพพลายเออร์ภายนอก กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อกระดานเทรด และผู้ให้บริการรายใหญ่ในระยะสั้น ข่าวลักษณะนี้มักสร้างแรงกดดันต่อตลาดโดยรวม และต่อเหรียญของแพลตฟอร์มที่ถูกโจมตีโดยตรง แต่ผลกระทบต่อราคาของเหรียญหลักอาจไม่รุนแรงนัก เพราะเป็นรายงานสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
Hacken บริษัทด้านความปลอดภัยบนบล็อกเชน ได้เปิดเผยรายงานความเสียหายในไตรมาสที่ 3 เดือนกรกฎาคม–กันยายน ปี 2026 พบเหตุการณ์โจมตีรวม 107 ครั้ง สร้างความเสียหายพุ่งสูงถึง 1,180.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 39,674 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นกว่า 55% จากไตรมาสก่อน
จุดที่น่าสนใจคือ แม้เคสส่วนใหญ่ถึง 71 เคส จะเป็นการเจาะสัญญา Smart Contract ในระดับแอปพลิเคชัน แต่กลับสร้างความเสียหายเพียง 19% คิดเป็นความเสียหายมูลค่า $228.2 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,667 ล้านบาทเท่านั้น
ในทางกลับกัน ความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดถึง 77% มูลค่าความเสียหาย $906.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 30,468 ล้านบาท จากเพียง 11 เคส กลับเกิดจากการโจมตีเชิงโครงสร้าง ทั้งระบบบล็อกเชน, ผู้รับฝากสินทรัพย์ (Custodian), กระเป๋าเงินดิจิทัล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจาะเครื่องมือของบริษัทซัพพลายเออร์ภายนอกที่ยังไม่อยู่ในขอบเขตการตรวจสอบความปลอดภัย เช่นกรณีของกระดานเทรด Bitget ในเดือนกันยายน ที่ถูกแฮกเงินไปกว่า $387.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 13,020 ล้านบาท จากการที่แฮกเกอร์เลือกเล่นงานผ่านเครื่องมือความปลอดภัยภายนอกที่นำมาใช้
ยกระดับสู่ระบบตรวจสอบความปลอดภัยแบบต่อเนื่อง
รายงานของ Hacken ชี้ว่า การตรวจสอบความปลอดภัยแบบครั้งเดียวแบบเดิมนั้นมีข้อจำกัดด้านเวลาและขอบเขต จึงเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ “ระบบตรวจสอบความปลอดภัยแบบต่อเนื่อง” เพื่อให้มั่นใจว่า ระบบที่ใช้งานจริงและการเชื่อมต่อภายนอกยังคงปลอดภัยอยู่เสมอ
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ องค์กรกำกับดูแลตลาดและหลักทรัพย์ของยุโรป (ESMA) ที่เริ่มใช้ “โมเดลกำกับดูแลแบบต่อเนื่อง” เป็นเวลา 1 ปี เพื่อติดตามผู้ให้บริการสินทรัพย์คริปโทฯ (CASPs) ใน 6 ด้านสำคัญ เช่น การบริหารจัดการคีย์และการพึ่งพาบุคคลภายนอก แทนการตรวจวัดผลแค่ช่วงขอใบอนุญาต
นอกจากนี้ องค์กรกำกับดูแลความมั่นคงทางการเงินของยุโรป (ESAs) ยังเตือนว่า แฮกเกอร์ในปัจจุบันเริ่มนำ AI มาใช้เร่งความเร็วในการโจมตี ส่งผลให้การตรวจสอบประจำปีแบบเดิมๆ ไม่เพียงพอที่จะรับมือได้ทันท่วงทีอีกต่อไป
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : กรณีแฮกของ Bitget สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แม้ระบบหลักจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็อาจพังลงได้จากจุดอ่อนของเครื่องมือเสริมเพียงชิ้นเดียว ซึ่งหากการกำกับดูแลของ ESMA ประสบความสำเร็จ ผู้ให้บริการในตลาดอื่นๆ ก็คงต้องเผชิญกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในลักษณะเดียวกันในไม่ช้า ส่งผลให้กระดานเทรดที่มีความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบซัพพลายเออร์อย่างชัดเจน มีแนวโน้มที่จะได้เปรียบด้านความน่าเชื่อถือจากนักลงทุนในระยะยาว

