สรุปข่าว
- Mastercard เปิดตัวเครื่องมือ Stablecoin Security เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินสามารถตรวจสอบ ประเมินความเสี่ยงจากการทุจริต ก่อนยืนยันธุรกรรมจริง
- ผลการศึกษาของ BIS ที่พบว่าเกือบ 60% ของการโอนสเตเบิลคอยน์เป็นธุรกรรมหลายขั้นตอน ไม่ใช่การโอนตรง
- เครื่องมือทำงานผ่านระบบ API โดยเริ่มเปิดใช้งานในอเมริกาเหนือ ก่อนเตรียมขยายบริการครอบคลุมทั่วโลกในปีหน้า
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Mastercard เปิดตัว Stablecoin Security ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงสำหรับธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ล่วงหน้า โดยผสานข้อมูลข่าวกรองการชำระเงินเข้ากับการวิเคราะห์บนบล็อกเชน เพื่อคัดกรองการทุจริตและตอบโจทย์สถาบันการเงินที่ต้องรับมือกับธุรกรรมหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน
Mastercard ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินได้เดินหน้าขยายศักยภาพของระบบป้องกันการทุจริตเข้าสู่โลกของ Stablecoin ด้วยการเปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้สถาบันการเงินสามารถตรวจสอบรายการชำระเงิน เพื่อคัดกรองความเสี่ยงจากการทุจริต การหลอกลวง หรือความเสี่ยงที่เงินเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือหน่วยงานที่ถูกคว่ำบาตร ก่อนที่ธุรกรรมจะถูกทำรายการจริงบนบล็อกเชน
ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้มีชื่อว่า Stablecoin Security ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานประชุม Money20/20 ณ เมืองลาสเวกัส โดยเป็นการนำเอาระบบวิเคราะห์การชำระเงินอัจฉริยะของ Mastercard มาผสานเข้ากับการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน เพื่อประเมินความเสี่ยงตลอดวงจรของธุรกรรม ตั้งแต่ ณ จุดเริ่มทำรายการไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินบน Public Ledger
สำหรับการเปิดตัวช่วงแรก Mastercard ได้ร่วมมือกับพันธมิตรสองราย ได้แก่ Borderless.xyz และ Keyrails ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างเคยเข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโต Start Path ของ Mastercard มาก่อน
จุดประสงค์การพัฒนา
Mastercard ได้อ้างอิงผลการศึกษาจากธนาคารเพื่อการชำระเงินระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งวิเคราะห์การโอน Stablecoin จำนวน 593 ล้านรายการในปี 2025 และพบว่าเกือบ 60% เป็นธุรกรรมที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน ไม่ใช่การโอนตรงแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ส่งผลให้สถาบันการเงินประเมินความเสี่ยงตลอดเส้นทางของเงินได้ยากยิ่งขึ้น
การพัฒนาเครื่องมือนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่อปิดจุดบอดทางความปลอดภัยที่ขยายตัวขึ้นตามการใช้งาน Stablecoin ในการโอนเงินระหว่างประเทศและการชำระเงินระหว่างธุรกิจ
เครื่องมือดังกล่าวจะทำงานผ่าน API ที่รองรับได้หลากหลายแพลตฟอร์ม โดยจะวิเคราะห์สัญญาณต่างๆ เช่น แหล่งที่มาของเงิน การเชื่อมโยงกับบุคคลที่ถูกจำกัดสิทธิ์ และข้อระบุที่เข้าข่ายการหลอกลวง จากนั้นจะประมวลผลเป็นคะแนนความเสี่ยงก่อนที่ธุรกรรมจะเสร็จสิ้น ซึ่งสามารถนำไปเชื่อมต่อกับกระบวนการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการป้องกันการทุจริตเดิมที่มีอยู่ได้
Ann Johnson รองประธานบริหารฝ่ายโซลูชันความปลอดภัยของ Mastercard กล่าวว่า แม้ Stablecoin จะสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการแลกเปลี่ยน แต่สถาบันการเงินยังคงต้องการระบบวิเคราะห์และการควบคุมที่แม่นยำเพื่อที่จะสามารถร่วมใช้งานได้อย่างมั่นใจ ซึ่งการเปิดเครื่องมือดังกล่าวถือเป็นการขยายขีดความสามารถด้านการป้องกันทุจริตของบริษัทที่ตอนนี้เข้าสู่โลกสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
Stablecoin สู่กระแสหลัก
การเปิดตัวโซลูชันดังกล่าวยังเป็นสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนถึงการนำ Stablecoin เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ Mastercard ได้เปิดตัว Global Money Platform ร่วมกับ BVNK บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin ที่เข้าซื้อกิจการเมื่อเดือนสิงหาคม เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถถือครองและโอนย้ายเงินตราต่างประเทศรวมถึง Stablecoin ได้ผ่านการเชื่อมต่อเดียว
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้รับใบอนุญาต BitLicense จากรัฐนิวยอร์ก ซึ่งครอบคลุมการให้บริการเกี่ยวกับ Stablecoin และเงินฝากในรูปแบบโทเคน พร้อมทั้งจับมือกับ Coinbase และ Ripple เพื่อรองรับระบบการชำระเงินผ่านปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงขยายขอบเขตการชำระเงินด้วย Stablecoin ให้ครอบคลุมทั้ง USDC ของ Circle และ RLUSD ของ Ripple อีกด้วย
Mastercard ระบุว่า Stablecoin Security เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเครื่องมือที่มีอยู่เดิมอย่าง Crypto Credential และ Crypto Secure โดยมีแผนจะขยายขอบเขตการให้บริการเพิ่มขึ้นในปี 2027 ซึ่งรวมถึงการให้บริการผ่าน BVNK โดยโซลูชันนี้จะเริ่มเปิดใช้งานในอเมริกาเหนือเป็นแห่งแรก ก่อนจะขยายการให้บริการครอบคลุมทั่วโลกภายในปีหน้า
ที่มา: Decrypt
มุมมองผู้เขียน: การเคลื่อนไหวครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมต่อระบบการเงินดั้งเดิม กับโลกสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเร่งให้สถาบันการเงินและภาคธุรกิจยอมรับการใช้สเตเบิลคอยน์ในการชำระเงินข้ามพรมแดนในระดับกว้าง ได้เร็วขึ้น

