สรุปข่าว
- Giancarlo Devasini ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Tether ขึ้นแท่นเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอิตาลี ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว $8.93 หมื่นล้านดอลลาร์
- เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มต้นจากการเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง ก่อนผันตัวสู่ธุรกิจไอที และตัดสินใจลงทุนใน Bitfinex ปี 2012 จนนำไปสู่ Tether ในปี 2014
- ความมั่งคั่งของเขาสูงกว่าเศรษฐีอันดับสองของอิตาลีเกือบเท่าตัว สะท้อนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซี
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Giancarlo Devasini อดีตศัลยแพทย์ตกแต่งชาวอิตาลี ได้ก้าวขึ้นเป็นชายที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศและมหาเศรษฐีอันดับ 22 ของโลก ด้วยทรัพย์สินประมาณ $8.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความสำเร็จของบริษัท Tether ผู้ออกเหรียญ Stablecoin อย่าง USDT ท่ามกลางความท้าทายด้านกฎระเบียบและข้อกังวลทางภาษีจากหลายประเทศทั่วโลก
เมื่อพูดถึงของดีจากประเทศอิตาลี หลายคนอาจนึกถึงอาหาร แฟชั่นเครื่องประดับ หรือแบรนด์รถยนต์หรู แต่ใครจะไปเชื่อว่าชายที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศอิตาลีไม่ได้ประกอบกิจการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นเลย เพราะชายผู้นั้นเป็นเจ้าของบริษัทคริปโทฯ และบริษัทนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในอิตาลีด้วยซ้ำ
ชายที่รวยที่สุดในอิตาลี
ตำแหน่งชายที่ร่ำรวยที่สุดในอิตาลีในปัจจุบันอ้างอิงจาก Forbes ตกเป็นของ “Giancarlo Devasini” ผู้ที่อยู่เบื้องหลังบริษัท Tether ที่ชาวคริปโทฯ รู้จักกันดีในฐานะผู้ออกเหรียญ Stablecoin USDT

ปัจจุบัน Devasini มีมูลค่าทรัพย์สินอยู่ประมาณ $8.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ถือเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับที่ 22 ของโลก และอันดับสองในวงการคริปโทฯ เป็นรองเพียงแค่ Changpeng “CZ” Zhao ผู้ก่อตั้ง Binance ที่อยู่ในลำดับที่ 18 ของโลก และ ซาโตชิ นากาโมโตะ บิดาผู้สร้าง Bitcoin (ประเมินอย่างไม่เป็นทางการ)
ข้อมูลระบุว่าความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของ Devasini มาจากสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทราว 45%-47% และยังไม่รวมกับเงินปันผลที่ได้จากการเติบโตต่อเนื่องของบริษัทในทุกๆ ปี
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือปริมาณทรัพย์สินของเขายังสูงกว่าเศรษฐีอันดับที่สองของประเทศอิตาลีเกือบเท่าตัว โดยที่อันดับดังกล่าวตกเป็นของ Giovanni Ferrero ผู้สืบทอดอาณาจักรนูเทลล่า ที่มีทรัพย์สินประมาณ $4.88 หมื่นล้าน และทำธุรกิจมายาวนานกว่าอย่างชัดเจน
สิ่งนี้สะท้อนว่าคริปโทเคอร์เรนซีเป็นสิ่งที่ทั่วทั้งโลกต่างให้ความสนใจและเติบโตมาเร็วมากขนาดไหนในเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษนับตั้งแต่การเปิดตัว Bitcoin ในปี 2009
จากหมอศัลยกรรมสู่จุดสูงสุดในอิตาลี
เส้นทางของ Giancarlo Devasini ไม่เหมือนผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีทั่วไป เขาเกิดและโตแถวเมืองคาซาเล มอนเฟอร์ราโต ทางตอนเหนือของอิตาลี ร่ำเรียนแพทย์และเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง แต่ก็ไม่ได้อยู่กับอาชีพนี้นาน
แต่เดิมเขาเคยทำงานเป็นศัลยแพทย์ตกแต่ง ทว่าเมื่อทำงานไปเพียงสองปีเขาก็รู้สึกเบื่องาน จากนั้นจึงผันตัวไปขายสินค้าไอทีด้วยผลงานขึ้นๆ ลงๆ ก่อนจะมาเจอสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล นั่นคือคริปโทเคอร์เรนซี
จุดเปลี่ยนคือปี 2012 ที่เขาตัดสินใจลงทุนในบริษัทที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่าง Bitfinex ในฐานะนักลงทุนแรกเริ่ม จากนั้นเขาจึงเริ่มผันตัวมารับหน้าที่บริหารควบคุมกิจการ จนทำให้แพลตฟอร์มเฟื้องฟูจนเป็นกระดานเทรดระดับท็อปของโลก
หลังจากทำงานที่ Bitfinex มาได้ระยะหนึ่ง Devasini ก็ได้เกิดคำถามและพบช่องทางในการสร้างธุรกิจขึ้นมาว่า นักลงทุนคริปโทฯ น่าจะมีความต้องการที่จะพักเงินในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงไม่ผันผวน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ Tether ถูกก่อตั้งขึ้นมาในปี 2014 โดย Brock Pierce, Reeve Collins และ Craig Sellars ที่เปลี่ยนชื่อจาก Realcoin แต่ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมของเงินที่ 1 เหรียญ = 1 ดอลลาร์
Devasini มองว่าแนวคิดของ Tether มีความน่าสนใจแต่ยังไม่มีใครคิดที่จะทำอย่างจริงจัง จึงได้ทำการทยอย ซื้อหุ้นของผู้ร่วมก่อตั้งจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วน Paolo Ardoino ที่เขาพบตอนพัฒนาซอฟต์แวร์ของ Bitfinex ภายหลังก็ขึ้นเป็น CEO ของ Tether ปลายปี 2023 ขณะที่ Devasini ทำหน้าที่เป็นสมองด้านการเงินอยู่เบื้องหลัง และดำเนินกิจการมาจนถึงทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเขาไม่ได้มีแต่ด้านสว่างเพราะ Tether เคยถูกหน่วยงานในสหรัฐฯ ดำเนินคดี สองครั้ง ซึ่งจบลงด้วยการที่บริษัทถูกปรับ รวมไปถึงข่าวฉาวของการใช้งานโดยธุรกิจสีเทา และล่าสุดมีรายงานที่ระบุว่า เขาถือหนังสือเดินทางเอลซัลวาดอร์ (ฐานที่มั่นในปัจจุบันของ Tether) จึงไม่ต้องเสียภาษีกำไรและเงินปันผลจากกลุ่ม Tether ซึ่งทำให้ความเป็นอิตาลีของอาณาจักรนี้ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Tether ได้กลายมาเป็นบริษัทที่มีอิทธิพลมากขนาดไหนในอุตสาหกรรมคริปโทฯ ในปัจจุบัน
มุมมองผู้เขียน : ความสำเร็จของ Giancarlo Devasini สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจคริปโทฯ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของอาณาจักรนี้คือการบริหารจัดการภายใต้สายตาของหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลกและความโปร่งใสในการดำเนินกิจการ

