bitkub-banner

แฮชเรต Monero พุ่งใกล้ทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังราคา XMR ทะยาน 70% ในรอบปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • แฮชเรตเครือข่าย Monero พุ่งเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.12 GH/s ตามราคา XMR ที่ทะยานขึ้น 70% ในรอบปี
  • 3 พูลขุดใหญ่ ได้แก่ SupportXMR, Nanopool และ Kryptex ครองกำลังขุดรวมกันสูงถึงประมาณ 60% ของเครือข่าย
  • เครือข่ายกำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันด้วยฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง และโจทย์สำคัญในการรักษากำลังขุดให้กระจายตัว

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

กำลังการขุดของ Monero พุ่งแตะระดับ 7.12 GH/s ตามการเติบโตของราคา XMR ที่เพิ่มขึ้น 70% ในรอบปี โดยมี 3 พูลขุดใหญ่ควบคุมกำลังขุดรวมกันราว 60% ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากการขุดด้วย CPU ไปสู่การแข่งขันระดับอุตสาหกรรมและการใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะทาง ท่ามกลางความท้าทายในการรักษากำลังขุดให้กระจายตัวเพื่อความปลอดภัยของเครือข่าย

กำลังการขุด (Hashrate) ของเครือข่าย Monero เข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 7.12 GH/s เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยสิ่งที่น่าสนใจคือพูลการขุดยักษ์ใหญ่ 3 แห่งควบคุมกำลังขุดรวมกันสูงถึงประมาณ 60%

กำลังขุด Monero พุ่งใกล้ทำสถิติสูงสุดใหม่

ข้อมูล ณ วันที่ 26 ต.ค. 2026 เผยให้เห็นว่าเครือข่าย Monero เติบโตอย่างแข็งแกร่งจนมีกำลังขุดรวมแตะระดับ 7.12 gigahash ต่อวินาที (GH/s)

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า สกุลเงินดิจิทัลที่เคยเน้นให้ทุกคนเข้าถึงการขุดด้วย CPU ได้ง่าย เริ่มถูกครอบงำด้วยการแข่งขันระดับอุตสาหกรรมผ่านการกระจุกตัวของพูลขุดและการใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะทางมากขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ดันกำลังขุดพุ่งสูงมาจากราคา XMR ที่ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาปรับขึ้นถึง 70% และเติบโตขึ้น 37% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD)

3 พูลการขุดยักษ์ใหญ่คุมกำลังขุด Monero เกือบ 60%

ข้อมูลจาก Miningpoolstats ระบุว่า SupportXMR เป็นพูลการขุดอันดับหนึ่งด้วยกำลังขุดราว 1.87 GH/s ตามมาด้วย Nanopool ที่ 1.23 GH/s และ Kryptex ที่ 1.17 GH/s 

เมื่อรวมทั้งสามพูลเข้าด้วยกันจะมีกำลังขุดสูงถึงประมาณ 4.27 GH/s หรือคิดเป็น 60% ของกำลังขุดรวมทั้งเครือข่าย โดย SupportXMR ครองสัดส่วนราว 26.3% ขณะที่ Nanopool และ Kryptex มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 17.3% และ 16.4% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนนี้ไม่ได้หมายความว่าทั้ง 3 พูลเป็นเจ้าของเครื่องขุดทั้งหมดโดยตรง เนื่องจากพูลทำหน้าที่เพียงรวบรวมกำลังประมวลผลจากนักขุดอิสระซึ่งสามารถย้ายพูลได้ตลอดเวลา ถึงกระนั้น ภาพรวมก็ยังสะท้อนการกระจุกตัวของการขุดอย่างชัดเจน

เงาอดีตจาก Qubic 

อีกหนึ่งปัจจัยย้อนหลังมาจากเหตุการณ์ขัดแย้งในปี 2025 เมื่อ Qubic ดึงทรัพยากรประมวลผลมหาศาลเข้ามาขุดใน Monero และอ้างว่าเข้าควบคุมกำลังขุดได้เกิน 51% ชั่วคราว (ประมาณ 2.7-3 GH/s) ส่งผลให้เกิดบล็อกแยกสายสั้นๆ และเกิดบล็อกกำพร้าขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดประเด็นถกเถียงอย่างหนักถึงโมเดลความปลอดภัยของ Monero ว่าการขุดด้วย CPU เพียงอย่างเดียว จะสามารถป้องกันกลุ่มทุนหรือองค์กรใหญ่ไม่ให้สะสมกำลังขุดเพื่อครอบงำเครือข่ายได้จริงหรือไม่

แม้ปัจจุบันเครือข่ายจะวิ่งอยู่ที่ 7.12 GH/s แต่ก็ยังต่ำกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เคยทำไว้เมื่อช่วงต้นปี โดยข้อมูลจาก Coinwarz ระบุว่า เครือข่าย Monero เคยขึ้นไปแตะระดับ 7.54 GH/s ที่ความสูงบล็อก 3,589,072

อัลกอริทึมปะทะเครื่องขุด

ปัจจุบัน Monero พึ่งพาอัลกอริทึม Proof-of-Work ชื่อ RandomX (เริ่มใช้ พ.ย. 2019) เพื่อส่งเสริมการขุดด้วย CPU และต่อต้านเครื่องขุดเฉพาะทาง (ASIC) ทั้งนี้ หากมองในแง่การกระจุกตัวของพูลขุด ฝั่ง Bitcoin เองก็มีสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยพูลใหญ่ 3 อันดับแรกครองสัดส่วนรวมราว 59.51%

ทว่าทาง Bitmain ได้เข้ามาท้าทายแนวคิดนี้ด้วยการออกเครื่องขุด RandomX โดยเฉพาะ อย่าง Antminer X5 และ X9 ส่งผลให้ RandomX กลายเป็นอัลกอริทึม PoW ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก Equihash ของ Zcash ซึ่งปัจจุบันสินค้าทั้งสองรุ่นขายหมดเกลี้ยงแล้ว

ประเด็นสำคัญของ Monero ในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มขึ้นของกำลังขุด แต่คือการรักษากำลังขุดให้กระจายตัวมากพอ เพื่อรองรับความท้าทายและการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา: Bitcoin.com


มุมมองผู้เขียน: การพุ่งขึ้นของแฮชเรตและการกระจุกตัวของพูลขุดสะท้อนว่า Monero กำลังสูญเสียจุดเด่นด้านการเข้าถึงด้วย CPU สู่การแข่งขันเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อธรรมาภิบาลและความปลอดภัยของเครือข่ายในระยะยาว