สรุปข่าว
- Bithumb กระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีชื่อดังในเกาหลีใต้ ถูกแฮกเกอร์เจาะเข้าถึงระบบกรุ๊ปแวร์ภายในเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา
- ขณะนี้บริษัทกำลังตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าหลุดรอดไปหรือไม่
- เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายหวนนึกถึงคดีแฮกข้อมูลเมื่อปี 2017 ซึ่งมิจฉาชีพนำข้อมูลที่รั่วไหลไปใช้หลอกลวงลูกค้าต่อ
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
Bithumb กระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีรายใหญ่ของเกาหลีใต้ เผชิญเหตุการณ์ถูกเจาะระบบผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารภายในสำหรับพนักงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา แม้ระบบซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะยังปลอดภัยและไม่มีเหรียญถูกขโมย แต่ทางบริษัทกำลังเร่งตรวจสอบความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าอาจรั่วไหลผ่านแชทและไฟล์งาน พร้อมประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายเพื่อความโปร่งใส
เมื่อวานนี้ (วันที่ 27 ตุลาคม) สำนักข่าว Yonhap เกาหลีใต้รายงานว่า Bithumb กระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซีชั้นนำของเกาหลีใต้ได้ตรวจพบการเข้าถึงระบบสื่อสารภายในองค์กรบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ โดยไม่ได้รับอนุญาตโดยบริษัทได้ดำเนินการแจ้งเหตุต่อสำนักงานอินเทอร์เน็ตและความมั่นคงปลอดภัยแห่งเกาหลี (KISA) และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PIPC) ทันทีในวันเดียวกัน
รายงานระบุว่า ระบบที่ถูกเจาะคือ Daou Office ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่พนักงานใช้ในการสื่อสารและแชร์ไฟล์ร่วมกัน ทั้งนี้ Bithumb ยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สินดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีใดถูกขโมยออกไป เนื่องจากการดำเนินงานด้านการซื้อขายถูกแยกอยู่บนเครือข่ายที่ปลอดภัยและแยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง จึงไม่มีคริปโทเคอร์เรนซีถูกโจรกรรมไปแต่อย่างใด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการความปลอดภัยที่บริษัทเคยชี้แจงไว้เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม เรื่องการจัดเก็บสินทรัพย์ของลูกค้าไว้ใน Cold Wallet กระบวนการอนุมัติหลายขั้นตอนในการโอนย้ายสินทรัพย์ รวมถึงการจำกัดสิทธิ์และบันทึกประวัติการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน
ในส่วนของข้อมูลที่รั่วไหล ขณะนี้ทาง Bithumb กำลังตรวจสอบอย่างละเอียดว่ามีข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าหลุดรอดไปในข้อความหรือไฟล์ที่ถูกเข้าถึงหรือไม่ แม้ว่าเบื้องต้นข้อมูลที่พบส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลของพนักงานเอง แต่ทางบริษัทยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ข้อมูลของผู้ใช้จะได้รับผลกระทบ เนื่องจากกระบวนการทำงานสนับสนุนลูกค้าในแต่ละวันอาจมีการบันทึกข้อมูลลูกค้าไว้ในแชทและไฟล์ที่ถูกแชร์ร่วมกัน
นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบ 38,490 ราย ซึ่งสื่อบางสำนักนำไปรายงานว่าเป็นของ Bithumb แต่แท้จริงแล้วตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลการรั่วไหลของบริษัท Daishin Securities และบริษัทจัดการลงทุน Mirae Asset ที่ประสบปัญหาในวันเดียวกัน โดยในส่วนของ Bithumb นั้นยังไม่มีการประกาศตัวเลขที่แน่ชัดหรือเปิดเผยประเภทข้อมูลที่หลุดรอดออกมาแต่อย่างใด
ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนเจาะ
เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากหวนนึกถึงบทเรียนในอดีตเมื่อปี 2017 ซึ่งคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของพนักงาน Bithumb เคยถูกเจาะระบบ ส่งผลให้ชื่อ อีเมล และเบอร์โทรศัพท์ของลูกค้ากว่า 31,800 รายรั่วไหลออกไป
แม้ในครั้งนั้นเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัทจะไม่ได้ถูกเจาะและรหัสผ่านไม่ได้หลุดออกไป แต่ความเสียหายที่แท้จริงกลับเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง เมื่อมิจฉาชีพนำข้อมูลจริงเหล่านั้นไปใช้โทรและส่งข้อความแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ Bithumb เพื่อหลอกขอรหัส OTP จนสามารถขโมยเงินออกจากบัญชีของเหยื่อได้สำเร็จ ส่งผลให้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์มากกว่า 100 ราย และบริษัทต้องจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบรายละ 100,000 วอน พร้อมชดเชยความเสียหายที่พิสูจน์ได้จริง
ที่มา : Coindoo
มุมมองผู้เขียน: การถูกเจาะระบบภายในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าความปลอดภัยของระบบหลังบ้านและช่องทางการสื่อสารของพนักงาน เป็นจุดเปราะบางสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระบบซื้อขายหลัก ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจทำให้กระดานเทรดอื่นเกิดความตื่นตัวและเร่งหาทางรับมือ

