สรุปข่าว
- DTCC เปิดใช้งานบริการโทเคนไนซ์หลักทรัพย์บนเครือข่ายบล็อกเชนอย่างเป็นทางการ โดยทำงานบน Canton Network และเครือข่ายส่วนตัว Besu
- มี 20 บริษัทลงทะเบียนเข้าร่วมแล้ว รวมถึง JPMorgan, Citi และ Morgan Stanley
- ต้องจับตาว่าสถาบันการเงินรายอื่นจะเข้าร่วมเพิ่มหรือไม่ และการขยายไปสู่เครือข่ายสาธารณะจะเกิดขึ้นเมื่อใด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้เป็นการยืนยันว่าสถาบันการเงินดั้งเดิมเดินหน้านำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้จริง ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม แต่ระบบที่เปิดตัวทำงานบน Canton และเครือข่ายส่วนตัว จึงยังไม่มีตัวเร่งโดยตรงต่อราคา Bitcoin หรือ Ethereum
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2569 ตามรายงานจาก CoinDesk บริการโทเคนไนซ์ของ DTCC (Depository Trust & Clearing Corporation) เปิดใช้งานจริงแล้วบน Canton Network และเครือข่ายส่วนตัว Besu โดยมี JPMorgan, Citi และ Morgan Stanley รวมอยู่ในกลุ่ม 20 บริษัทที่ลงทะเบียนเข้าร่วม DTCC เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักด้านการหักบัญชีและชำระราคาหลักทรัพย์ของวอลล์สตรีท การเดินหน้าครั้งนี้จึงถือเป็นการนำระบบการเงินดั้งเดิมเข้าใกล้เทคโนโลยีบล็อกเชนอีกขั้น
ทำไมการเปิดตัวครั้งนี้ถึงสำคัญ
DTCC ดูแลธุรกรรมหลักทรัพย์ปริมาณมหาศาลในตลาดสหรัฐฯ การที่หน่วยงานระดับนี้เปิดบริการโทเคนไนซ์บนบล็อกเชนพร้อมธนาคารรายใหญ่ ช่วยยืนยันว่าแนวคิดการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนไม่ได้อยู่แค่ในระดับทดลองอีกต่อไป แต่เริ่มเข้าสู่การใช้งานจริงในระบบที่รองรับตลาดการเงินขนาดใหญ่
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า DTCC เตรียมโทเคนไนซ์หุ้นและพันธบัตรสหรัฐฯ เปิดตัวกรกฎาคม 2026 และ DTCC จับมือ Stellar นำหลักทรัพย์วอลล์สตรีทขึ้นบล็อกเชนปี 2027 ซึ่งสะท้อนว่าแผนงานนี้เดินหน้าต่อเนื่องหลายขั้นตอน
เครือข่ายส่วนตัวกับผลต่อตลาดคริปโต
จุดที่ต้องระวังคือบริการนี้ทำงานบน Canton Network และ Besu ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เน้นการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ไม่ใช่บล็อกเชนสาธารณะอย่าง Bitcoin หรือ Ethereum ดังนั้นผลต่อความต้องการเหรียญหลักจึงยังไม่ชัดเจนในระยะสั้น แต่ในเชิงภาพลักษณ์ ข่าวนี้ช่วยสนับสนุนเรื่องเล่าที่ว่าการนำสินทรัพย์จริงขึ้นบล็อกเชนกำลังกลายเป็นเรื่องจริงจังในระดับสถาบัน
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่านี่เป็นข่าวสำคัญในเชิงโครงสร้าง มากกว่าจะเป็นข่าวที่ทำให้ราคาขยับทันที เพราะเมื่อ DTCC กับแบงก์ใหญ่ขนาดนี้ลงมือจริง แปลว่าตลาดการเงินดั้งเดิมเริ่มหันมาใช้บล็อกเชนเป็นเครื่องมือหลักแล้ว แต่เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่บนเครือข่ายที่มีการควบคุม ผลที่จะไหลมาถึงคริปโตสาธารณะอาจต้องใช้เวลา สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือจำนวนสถาบันที่เข้าร่วมเพิ่ม และสัญญาณว่าจะมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะหรือไม่
ที่มา: CoinDesk
ภาพจาก AI
