bitkub-banner

AI ตรวจพบ 3 ช่องโหว่ใน Bitcoin Core ทำโหนดล่มได้ทั้งบนระบบ Windows และ Mac 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • AI พบ 3 ช่องโหว่ใน Bitcoin Core โดยหนึ่งในนั้นเปิดทางให้ผู้โจมตีส่งข้อมูลจำนวนมากจนโหนด Bitcoin บน Windows และ Mac หน่วยความจำเต็มและหยุดทำงานได้
  • Bitcoin Core แก้ไขช่องโหว่แล้ว พร้อมเปลี่ยนนโยบายให้เร่งเปิดเผยข้อบกพร่องที่ AI สามารถค้นพบได้ง่าย เพื่อให้ผู้ดูแลโหนดมีเวลาอัปเดตระบบและป้องกันความเสี่ยง
  • ยังมีช่องโหว่อีก 3 รายการเตรียมถูกเปิดเผย หลังทีมพัฒนาแก้ไขไปแล้วใน Bitcoin Core เวอร์ชัน 30.0 โดยคาดว่าจะเปิดเผยรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ทีมพัฒนา Bitcoin Core เปิดเผยช่องโหว่ 3 รายการที่ค้นพบจากการใช้ AI สแกนซอร์สโค้ด โดยหนึ่งในนั้นเปิดทางให้ผู้โจมตีส่งข้อมูลจนโหนด Bitcoin บน Windows และ Mac หน่วยความจำเต็มและหยุดทำงานได้ หลังจากปล่อยแพตช์แก้ไขเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ทีมพัฒนาได้เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะในวันที่ 28 ตุลาคม ภายใต้นโยบายใหม่ที่เร่งเปิดเผยช่องโหว่ซึ่ง AI สามารถค้นพบได้ง่าย เพื่อให้ผู้ดูแลโหนดรับมือได้ทันเวลา

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ทีมพัฒนา Bitcoin Core  ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจำนวน 3 รายการ หลังจากนำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เข้ามาช่วยสแกนตรวจสอบโค้ดและให้นักพัฒนาที่เป็นมนุษย์ตรวจทานผลลัพธ์อีกครั้ง 

สำหรับช่องโหว่รายการแรกถูกตรวจพบโดย AI เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 ซึ่งเกิดจากข้อบกพร่องที่เปิดโอกาสให้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับโหนด Bitcoin บนระบบปฏิบัติการ Windows, macOS หรือ BSD สามารถระดมส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบเป้าหมายจนหน่วยความจำ (RAM) เต็มและทำให้โหนดล่มในที่สุด 

โดยทีมพัฒนาได้ปล่อยแพตช์แก้ไขไปเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ก่อนจะประกาศรายละเอียดต่อสาธารณะในวันถัดมา 

อย่างไรก็ดีช่องโหว่นี้ส่งผลให้โหนดที่ถูกโจมตีหยุดทำงานชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เครือข่าย Bitcoin ทั้งระบบล่มตามไปด้วย และไม่สามารถใช้ขโมยเหรียญ BTC ออกจากกระเป๋าของผู้ใช้งานได้แต่อย่างใด 

Bitcoin Core เปลี่ยนนโยบายรับมือช่องโหว่ในยุค AI

การเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องมาจากการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านความปลอดภัยของ Bitcoin Core เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา จากเดิมที่ทีมพัฒนามักจะเก็บข้อมูลช่องโหว่ระดับความรุนแรงปานกลางไว้เป็นความลับนานสูงสุดถึง 1 ปี เพื่อให้เวลาผู้ดูแลโหนดในการทยอยอัปเดตซอฟต์แวร์ก่อนที่แฮกเกอร์จะรู้จุดอ่อน

แต่ในปัจจุบันที่เทคโนโลยี AI ช่วยลดต้นทุนและเวลาในการสแกนหาข้อบกพร่องของโค้ดลงอย่างมาก ทีมพัฒนาประเมินว่าผู้ไม่หวังดีก็สามารถใช้ AI ค้นพบช่องโหว่เหล่านี้ได้ง่ายและเร็วขึ้นเช่นกัน 

การเก็บความลับไว้เป็นเวลานานจึงอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ภายใต้นโยบายใหม่ สำหรับช่องโหว่ที่ค้นพบได้ง่าย ทีมงานจะเร่งปล่อยแพตช์แก้ไขให้กับซอฟต์แวร์ทุกเวอร์ชันที่ยังรองรับ พร้อมออกประกาศเตือนภัยทันทีเพื่อให้ผู้ดูแลโหนดตื่นตัวและอัปเดตระบบให้เร็วที่สุด

อีก 2 ช่องโหว่เสี่ยงทำระบบค้างและข้อมูลล้น

นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ทีมพัฒนายังตรวจพบช่องโหว่อีก 2 รายการ โดยรายการที่สองถูกรายงานเข้ามาเมื่อวันที่ 15 กันยายน ก่อนที่นักพัฒนาอีกรายจะตรวจพบปัญหาเดียวกันด้วยตนเองในอีก 6 วันต่อมา 

ช่องโหว่นี้เปิดทางให้โหนดที่เชื่อมต่ออยู่ส่งข้อมูลที่ทำให้ระบบเข้าใจผิดเกี่ยวกับเวอร์ชันของโปรโตคอลที่ใช้สื่อสารระหว่างโหนด ส่งผลให้ข้อความค้างสะสมอยู่ในหน่วยความจำของเครื่องเป้าหมายในอัตราสูงสุด 2 MB ต่อชั่วโมงสำหรับการเชื่อมต่อขาเข้า และ 5 MB ต่อชั่วโมงสำหรับการเชื่อมต่อขาออก จนอาจทำให้ระบบทำงานผิดปกติหรือค้างได้ 

ส่วนช่องโหว่รายการที่สามถูกจัดอยู่ในระดับความรุนแรงต่ำ แต่มีความน่าสนใจตรงที่ถูกตรวจพบซ้ำถึง 3 ครั้ง ทั้งจากการสแกนด้วย AI และจากรายงานของนักพัฒนามนุษย์อีก 2 รายในช่วงเดือนสิงหาคมและวันที่ 23 ตุลาคม 

ปัญหานี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดระเบียบบล็อกใหม่ โดยนักขุดที่ไม่หวังดีสามารถสร้างบล็อกรูปแบบพิเศษขึ้นมาเพื่อทำให้ไฟล์ที่โหนดใช้จัดเก็บข้อมูลเกิดข้อผิดพลาดจากขนาดข้อมูลที่ล้นเกินขีดเกินขนาดที่รองรับ

เอกสารด้านความปลอดภัยระบุว่า หากจะโจมตีโหนดบนเครื่องระบบ 64-bit ด้วยวิธีนี้ ผู้โจมตีต้องใช้กำลังขุดทั้งหมดของเครือข่ายต่อเนื่องกันนานราวหนึ่งเดือนจึงจะสำเร็จ 

แต่สำหรับโหนดที่รันบนระบบ Windows หรือเครื่องระบบ 32-bit อาจเกิดความเสียหายรุนแรงจนระบบล้มเหลวถาวรและไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรีสตาร์ตเครื่อง นอกจากนี้ โหนดที่ทำงานบนระบบ 32-bit หรือโหนดที่เก็บข้อมูลบล็อกไว้บนไดรฟ์รุ่นเก่าที่ใช้ระบบไฟล์แบบ FAT32 จะยังคงมีความเสี่ยงจากปัญหานี้อยู่ แม้ว่าจะติดตั้งแพตช์ล่าสุดแล้วก็ตาม 

เตรียมเปิดเผยช่องโหว่อีก 3 รายการ

นอกจากช่องโหว่ทั้ง 3 รายการดังกล่าว บันทึกการเผยแพร่ซอฟต์แวร์ยังระบุว่า มีช่องโหว่ระดับความรุนแรงปานกลางถึงสูงอีก 3 รายการที่ได้รับการแก้ไขไปแล้วใน Bitcoin Core เวอร์ชัน 30.0 ซึ่งทีมพัฒนามีกำหนดจะเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะภายในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า 

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ AI ที่กลายเป็นทั้งเครื่องมือสำคัญในการช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และเป็นตัวเร่งให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต้องปรับกระบวนการทำงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม 

ที่มา:coindesk


มุมมองผู้เขียน: ราคา Bitcoin อาจไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้ เพราะช่องโหว่ที่พบไม่ได้ทำให้เครือข่ายทั้งหมดล่ม และทีมพัฒนาก็แก้ไขปัญหาแล้ว แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ AI อาจช่วยค้นพบช่องโหว่อื่น ๆ ได้อีก หากพบจุดอ่อนที่ร้ายแรงจนกระทบความปลอดภัยของเครือข่าย ก็อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ในที่สุด