สรุปข่าว
- Bitcoin ซื้อขายราว 80,642 ดอลลาร์ ลดลง 3.5% ในเดือนนี้ แต่ทำผลงานดีกว่า Ethereum, XRP และ Solana ที่ติดลบ 11-14% ในรอบ 30 วัน เพราะมีเงินทุนไหลเข้ากองทุน Spot Bitcoin ETF ต่อเนื่อง
- Hyperliquid ราคาพุ่ง 216% ตั้งแต่ต้นปี และราคา Zcash ก็ทะยาน 306% ในรอบปี แต่ทั้งคู่เริ่มชะลอตัวและผันผวนสูง
- แนวต้านสำคัญของ Bitcoin อยู่ที่ 81,400 ดอลลาร์ ส่วนแนวรับหลักอยู่ที่ 78,500 ดอลลาร์ ที่จะชี้ทิศทางระยะสั้น
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bullish
เงินทุนสถาบันยังไหลเข้า Bitcoin ทำให้ราคายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อย่างมั่นคง และนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า ตลาดอยู่ในช่วงสะสมพลัง สัญญาณเหล่านี้เอียงไปทางบวก แม้ราคายังต้องผ่านแนวต้านอีกหลายด่าน
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน 2026 ทิศทางการเคลื่อนไหวของเหรียญหลักในตลาดอย่าง Bitcoin, Ethereum, XRP, Solana และ Hyperliquid เริ่มแยกทางกันอย่างชัดเจน โดยช่องว่าง ผลตอบแทนระหว่าง “ผู้ชนะ” กับ “ผู้แพ้” กำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งในบรรดาสินทรัพย์ทั้งหมด Bitcoin (BTC) ยังคงโดดเด่นมากที่สุดในฐานะตัวเลือกหลักของนักลงทุน เพราะเป็นเหรียญยักษ์ใหญ่เพียงตัวเดียว ที่ยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนผ่านกองทุน ETF เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ราว 80,642 ดอลลาร์ ลดลง 3.5% ในเดือนนี้ โดยแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 80,029 ถึง 86,490 ดอลลาร์ ซึ่งแม้จะต้องเผชิญกับเดือนที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ความแข็งแกร่งของราคากลับทำผลงานได้ดีกว่าเหรียญ Altcoins อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ดัชนีชี้วัดอารมณ์ตลาดอย่าง Crypto Fear & Greed Index ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับเป็นกลางที่ 48 คะแนน ท่ามกลางสายตาของนักลงทุนทั่วโลกที่กำลังจับตาผลการประชุมดอกเบี้ยนโยบายของ Fed อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีกรอบเพดานดอกเบี้ยเป้าหมายอยู่ที่ 4.00% โดยล่าสุดคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติ 10 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.75%–4.00%
Bitcoin ยืนหนึ่งเรื่องเงินทุน ETF ไหลเข้า และต้านทานแรงเทขายได้ดีกว่าเหรียญอื่น
จุดแข็งสำคัญที่สุดของ Bitcoin ในเวลานี้ คือ แรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของสถาบันผ่านกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยข้อมูลจาก SoSoValue ชี้ว่า มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิอย่างต่อเนื่องถึง 110 ล้านดอลลาร์ ในวันที่ 26 ตุลาคม และไหลเข้ามาเพิ่มอีก 176 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 27 ตุลาคม สวนทางกับกองทุน Ether ETF ที่เผชิญแรงเทขายไหลออกสุทธิ 89 ล้านดอลลาร์ และ 60 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ
ยิ่งไปกว่านั้น ในรอบ 30 วันที่ผ่านมา ราคา Bitcoin มีการปรับตัวลดลงเพียงราว 3.4% ซึ่งยืนหยัดรักษาสภาพคล่องได้แข็งแกร่งกว่าเหรียญหลักอื่นๆ อย่าง Ethereum (-12.4%), XRP (-11.8%) และ Solana (-14.5%) อย่างชัดเจน อีกทั้งราคายังยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน (200-day MA) ที่ 73,029 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง บ่งชี้ว่าโครงสร้างแนวโน้มในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง
ในมุมมองทางเทคนิค Jesse Marre จาก Hilbert Group ประเมินว่า แนวรับสำคัญของ Bitcoin อยู่ที่กรอบ 79,500 – 78,500 ดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปที่ 75,500 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านหลักอยู่ที่ 81,400 ดอลลาร์, 85,000 ดอลลาร์ และ 87,500 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคา Bitcoin สามารถทะลุผ่านด่านแรกที่ 81,400 ดอลลาร์ไปได้ ก็จะเป็นบันไดก้าวสำคัญที่เปิดทางวิ่งขึ้นทดสอบโซน 85,000 ดอลลาร์ต่อไป
สอดคล้องกับมุมมองของ Alex Thorn จาก Galaxy Digital ที่มองโลกในแง่ดีว่า วัฏจักรขาลงได้สิ้นสุดลงไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน และเวลานี้ Bitcoin กำลังอยู่ในช่วงสะสมพลัง ซึ่งในอดีตมักเป็นจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นระลอกใหม่เสมอ ประกอบกับการที่ราคาปัจจุบันยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,080 ดอลลาร์ เมื่อเดือนตุลาคม 2025 อยู่ราว 36% จึงถือว่า ยังมีพื้นที่และโอกาสให้ราคาเติบโตได้อีกมาก
Hyperliquid และ Privacy Coins มาแรง แต่เริ่มชะลอตัว
Hyperliquid (HYPE) โทเคนหลักของแพลตฟอร์มเทรดอนุพันธ์ Perpetual Futures แบบกระจายศูนย์ ทำผลงานพุ่งขึ้นอย่างน่าทึ่งถึง 216% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ปัจจุบันซื้อขายแถว $80 แม้จะย่อตัวลงมา 17.9% จากจุดสูงสุดที่ 98 เมื่อปลายเดือนกันยายนและชะลอตัวลง 8.1% ในรอบเดือน โดยราคาหลุดลงมาต่ำกว่าเส้นเฉลี่ย50วัน ที่ $85 ซึ่งจำเป็นต้องเด้งกลับขึ้นมายืนเหนือ $85 ให้ได้ เพื่อดึงแรงซื้อกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่
เหรียญกลุ่ม Privacy Coins เหรียญที่เน้นความเป็นส่วนตัวมีผลงานโดดเด่นเช่นกัน เช่น Zcash (ZEC) ที่ราคาพุ่งขึ้นถึง 306% ในรอบปี แม้จะย่อตัวลง 13.5% ในเดือนนี้ และ Monero (XMR) ที่ราคาเพิ่มขึ้น 13.4% ในรอบเดือน อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์กลุ่มนี้มีความผันผวนสูงมาก และอาจเกิดการปรับฐานที่รุนแรงได้ง่าย
ส่วน Ethereum, XRP และ Solana เหรียญ Altcoins ระดับท็อปยังคงเผชิญแรงกดดัน ทั้งเรื่องราคาและกระแสเงินทุน ETF ไหลออก โดย Ethereum ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ $2,336 ลดลง 21.3% จากต้นปี และต่ำกว่าจุดสูงสุดถึง 52.8%, XRP ซื้อขายแถว $1.32 ลดลง 28.3% นับตั้งแต่ต้นปี และยังมีเม็ดเงินจากกองทุน ETF ไหลออกต่อเนื่อง
ส่วน Solana ทรงตัวแถว $101 ดิ่งลง 65.5% จากจุดสูงสุด พร้อมยอดเงิน ETF ไหลออกรวม 27 ล้านดอลลาร์ในรอบ 2 วัน ตราบใดที่แรงเทขายจากกองทุน ETF ยังไม่หยุดลง เหรียญกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวตามทิศทางของ Bitcoin มากกว่าการเป็นผู้นำตลาด
สรุปบทวิเคราะห์: Bitcoin คือตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุดในภาพรวม
เมื่อประเมินภาพรวมทั้งหมดแล้ว Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนต่อความเสี่ยงคุ้มค่าและน่าสนใจที่สุดในกลุ่มเหรียญขนาดใหญ่ก่อนเข้าสู่เดือนพฤศจิกายน ด้วยแรงหนุนสำคัญจากเม็ดเงินสถาบันที่ไหลเข้ากองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง และความสามารถในการต้านทานแรงเทขายที่แข็งแกร่งกว่าเหรียญอื่น ซึ่งแม้ว่าเหรียญ Altcoins อย่าง HYPE จะให้ผลตอบแทนที่ร้อนแรงกว่า แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงและความผันผวนที่สูงกว่ามากเช่นกัน
สำหรับเงื่อนไขชี้ชะตาทิศทางขาขึ้นในระยะสั้น ปัจจัยแรกคือ ผลการประชุมเฟด ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ต้องไม่ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวหรือเข้มงวดจนเกินไป
และปัจจัยที่สองคือ ราคา Bitcoin ต้องสามารถทะลุผ่านด่าน 81,400 ดอลลาร์ขึ้นไปยืนให้ได้ เพื่อปลดล็อกเป้าหมายถัดไปในโซน 85,000–87,500 ดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม หากราคาหลุดแนวรับสำคัญที่ 78,500 ดอลลาร์ หรือเงินทุนในกองทุน ETF พลิกกลับมาไหลออกสุทธิ ก็อาจเป็นตัวเร่งให้ราคาปรับฐานลงไปทดสอบโซน 75,500 ดอลลาร์ได้
แต่ตราบใดที่แนวรับ 78,500 ดอลลาร์ยังทำหน้าที่ได้อย่างเหนียวแน่น ควบคู่ไปกับเงินทุนสถาบันที่ยังไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ Bitcoin ก็จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดต่อไป จนถึงเดือนธันวาคม
ที่มา : 247wallst
มุมมองผู้เขียน : ตลาดปัจจุบันสะท้อนภาพการคัดเลือกสินทรัพย์อย่างชัดเจน โดยเม็ดเงินสถาบันมุ่งเน้นไปที่ Bitcoin ขณะที่เหรียญ Altcoins อื่น ยังต้องรอให้แรงขายจากฝั่ง ETF ชะลอตัวลง ซึ่งผู้ที่ลงทุนในกลุ่ม HYPE หรือ Privacy Coins จำเป็นต้องระมัดระวังความผันผวนสูงและควบคุมขนาดสถานะการลงทุนอย่างรัดกุม

