สรุปข่าว
- ราคา Bitcoin ร่วง 3.11% มาอยู่ที่ $78,620 ในวันที่ 30 ต.ค. โดยใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาซื้อขายระหว่าง $78,475 ถึง $81,840 และหลุดระดับจิตวิทยา $80,000 ที่ยืนได้มาตลอดหลายสัปดาห์
- ปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 3.88 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวนิ่ง ๆ ที่ผ่านมา สะท้อนว่าแรงขายรอบนี้มีน้ำหนักมากกว่าการแกว่งตัวปกติ
- ราคายังอยู่ในกรอบ $76,000 ถึง $86,500 ที่เคลื่อนไหวมาราว 10 สัปดาห์ แต่เทรนด์ระยะสั้นยังเป็นขาลงต่อเนื่อง จึงต้องดูว่าหลุด $80,000 ครั้งนี้เป็นแค่การทดสอบหรือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bearish
การหลุดระดับจิตวิทยา $80,000 ที่เคยรับราคาได้ทุกครั้งในช่วงที่ผ่านมา เป็นสัญญาณลบต่อโครงสร้างระยะสั้น ประกอบกับปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับราคาที่ลดลง ทำให้น้ำหนักของแรงขายชัดเจนขึ้น
ราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลง 3.11% มาอยู่ที่ $78,620 ในวันที่ 30 ต.ค. 2569 โดยตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาราคาลดลง 3.21% เคลื่อนไหวระหว่างจุดสูงสุด $81,840 และจุดต่ำสุด $78,475 การร่วงครั้งนี้ทำให้ราคาหลุดระดับจิตวิทยา $80,000 ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดยืนได้ทุกครั้งที่ทดสอบในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin อยู่ที่ 1.58 ล้านล้านดอลลาร์ และปริมาณซื้อขาย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 3.88 หมื่นล้านดอลลาร์ นับว่าคึกคักกว่าช่วงที่ราคาแกว่งตัวแคบ ๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งปริมาณซื้อขายรายสัปดาห์ซบเซาอยู่ราว 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน Bitcoin ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อปลายเดือน ต.ค. ปีก่อนที่ใกล้ $110,000 ราว 29%
ผลกระทบต่อผู้ถือระยะยาว
สำหรับผู้ถือระยะยาว การร่วงรอบนี้ต้องมองในบริบทของภาพใหญ่ Bitcoin ฟื้นตัวขึ้นมาแรงจากจุดต่ำสุดของรอบที่ราว $58,500 ในเดือน มิ.ย. และขึ้นมาอยู่ในกรอบ $76,000 ถึง $86,500 ตั้งแต่เดือน ส.ค. ดังนั้นราคาปัจจุบันยังสูงกว่าจุดต่ำสุดดังกล่าวราว 34% แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมเกือบ 30% พอร์ตที่ซื้อสะสมไว้ในช่วงปลายปีที่แล้วจึงยังติดลบอยู่ ส่วนพอร์ตที่เข้ามาหลังเดือน มิ.ย. ส่วนใหญ่ยังอยู่ในแดนบวก
สิ่งที่ผู้ถือระยะยาวมักประเมินในช่วงแบบนี้ คือสัดส่วนของ Bitcoin ในพอร์ตโดยรวมและความสามารถในการรับความผันผวน เพราะการเคลื่อนไหวรายวัน 3% ถือเป็นเรื่องปกติของสินทรัพย์ชนิดนี้ นักลงทุนที่ทยอยลงทุนเป็นงวดอยู่แล้วก็มักยึดแผนเดิมของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องของวินัยส่วนบุคคลมากกว่าการจับจังหวะราคา ส่วนตัวเลขเฉพาะเจาะจงของแต่ละคนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่รู้สถานะของตัวเอง
มุมมองฝั่งเทรดเดอร์
ในฝั่งตลาดอนุพันธ์ การร่วงที่พร้อมกับปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นมักเป็นช่วงที่ข้อมูลฟิวเจอร์ขยับเร็ว ทั้งยอดล้างพอร์ต สถานะคงค้าง (open interest) และอัตราค่าธรรมเนียมระหว่างฝั่งลองและชอร์ต (funding rate) ผู้อ่านสามารถติดตามตัวเลขเหล่านี้ได้จากแหล่งข้อมูลอย่าง Coinglass โดยบทความนี้ไม่ได้อ้างตัวเลขเฉพาะ เพราะข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนแปลงเร็วมากและต้องตรวจสอบจากแหล่งต้นทางแบบเรียลไทม์
สิ่งที่ตลาดมักใช้อ่านพฤติกรรมของเทรดเดอร์ในช่วงแบบนี้ มีสามเรื่องหลัก เรื่องแรกคือยอดล้างพอร์ตฝั่งลอง ถ้าพุ่งขึ้นแรงแปลว่าการร่วงครั้งนี้มีแรงบังคับขายจากการล้างพอร์ตช่วยซ้ำเติม เรื่องที่สองคือสถานะคงค้างว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้นหลังราคาร่วง ถ้าลดลงหมายถึงมีการปิดสถานะออกจากตลาด ถ้าเพิ่มขึ้นหมายถึงมีผู้เปิดสถานะใหม่ฝั่งชอร์ตเข้ามา เรื่องที่สามคืออัตรา funding ถ้าติดลบหมายถึงฝั่งชอร์ตต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ฝั่งลอง ซึ่งสะท้อนว่าตลาดเอนเอียงไปทางขาลงมากขึ้น
ระดับสำคัญที่ตลาดจับตา
ในแง่โครงสร้างราคา Bitcoin เคลื่อนไหวในกรอบกว้าง $76,000 ถึง $86,500 มาราว 10 สัปดาห์ โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมาราคาค่อย ๆ ไหลลงจากจุดสูง $86,500 เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ผ่านจุดสูงที่ต่ำลงเรื่อย ๆ คือราว $84,100 และ $81,300 ขณะที่ระดับ $80,000 เป็นจุดที่ผู้ซื้อเข้ามารับราคาได้ทุกครั้ง จนกระทั่งการร่วงรอบนี้ที่ทำให้ราคาหลุดลงมา
ประเด็นที่ตลาดติดตามคือ ราคาจะกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ $80,000 ได้หรือไม่ หรือจะอยู่ใต้ระดับนี้ต่อเนื่องจนเปลี่ยนสถานะจากจุดรับมาเป็นจุดกดดันแทน และขอบล่างของกรอบที่ราว $76,000 ซึ่งเป็นบริเวณที่ราคาเคยทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้นมาก่อนหน้า หากกรอบนี้ถูกทะลุลงไปจริง ก็จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างระยะกลางที่เคยเป็นแบบไซด์เวย์ ทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายสถานการณ์ตลาด ไม่ใช่การชี้ราคาเป้าหมาย
ด้านปัจจัยพื้นฐาน บทความนี้ไม่ขอระบุสาเหตุเฉพาะเจาะจงของการร่วงรอบนี้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเกิดจากข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจใดโดยตรง ตลาดคริปโตมักตอบสนองต่อเงื่อนไขสภาพคล่อง ทิศทางดอกเบี้ย และความเสี่ยงในตลาดการเงินโดยรวม ผู้อ่านควรติดตามแถลงการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ข้อมูลเงินไหลเข้าออก ETF และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประกอบกัน
ความเห็นผู้เขียน
ส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการร่วงครั้งนี้ ไม่ใช่ตัวเลข 3% แต่เป็นเรื่องที่ $80,000 ซึ่งยืนได้ทุกครั้งมาหลายสัปดาห์ เพิ่งถูกทะลุลงมาพร้อมปริมาณซื้อขายที่เพิ่มขึ้น เพราะปริมาณที่ซบเซาในช่วงก่อนหน้าทำให้การแกว่งตัวส่วนใหญ่เป็นแค่เสียงรบกวน ครั้งนี้ต่างออกไปตรงที่มีน้ำหนักของแรงขายเข้ามาด้วย
สิ่งที่ผมจะดูต่อไปมีสามอย่าง อย่างแรกคือราคาปิดรายวันว่ากลับขึ้นไปเหนือ $80,000 ได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ไส้เทียนที่แตะแล้วถอย อย่างที่สองคือข้อมูลล้างพอร์ตและ open interest ว่าการร่วงรอบนี้เป็นการกวาดสถานะที่ใช้เลเวอเรจสูงออกไป หรือมีเงินใหม่เปิดฝั่งชอร์ตตามเข้ามา และอย่างที่สามคือเงินไหลเข้าออก ETF ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความต้องการจากสถาบัน เรื่องการบริหารความเสี่ยง ผมมองว่าสิ่งสำคัญคือการใช้เงินที่พร้อมรับความผันผวนและไม่ใช้เลเวอเรจเกินกำลัง เพราะวันที่ราคาขยับ 3% ในวันเดียวแบบนี้ ผู้ที่เปิดสถานะเลเวอเรจสูงมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ
คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
ภาพจาก AI
