bitkub-banner

ความกลัวครอบงำตลาด เหตุแฮก Binance ทุบดัชนีความกลัวคริปโทฯ ร่วงแตะ 30

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดัชนี Crypto Fear & Greed ร่วงเหลือ 30 จุด หลังเกิดเหตุแฮก Binance แม้บริษัทระบุว่าชดเชยสินทรัพย์ได้แล้ว 95%
  • Doctor Profit เตือนจับตา Bitcoin ที่ $76,000 หากหลุดต่อเนื่อง 2-3 วัน มีโอกาสลงไปทดสอบ $67,000-$69,000 
  • เหตุการณ์แฮก Binance มูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ อาจทำให้นักลงทุนย้ายไปใช้กระดานเทรดขนาดใหญ่ หรือหันมาถือคริปโทฯ ด้วยตัวเองมากขึ้น

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

ดัชนี Crypto Fear & Greed ร่วงลงเหลือ 30 จุด หลังเหตุการณ์แฮก Binance มูลค่าความเสียหาย 6.3 พันล้านดอลลาร์ แม้บริษัทจะระบุว่า สามารถชดเชยสินทรัพย์ที่สูญหายได้แล้วประมาณ 95% แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์ Axel Adler Jr. ชี้ว่า ตลาดเริ่มอ่อนแอตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ขณะที่ Doctor Profit เตือนให้จับตาแนวรับ Bitcoin ที่ $76,000 และแนวต้านสำคัญตั้งแต่ $78,000 ถึง $82,000 ด้าน Bernardo Brites มองว่า เหตุแฮกขนาดใหญ่อาจเกิดขึ้นอีก และอาจเร่งให้ผู้ใช้งานย้ายไปยังกระดานเทรดที่มีเงินทุนแข็งแกร่ง หรือเลือกดูแลสินทรัพย์ด้วยตัวเองมากขึ้น

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนคริปโทฯ ตกอยู่ในสภาวะหวาดกลัวอีกครั้ง โดยดัชนี Crypto Fear & Greed ร่วงลงเหลือเพียง 30 จุด ภายหลังเกิดเหตุการณ์แฮก Binance เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา แม้ Binance จะระบุว่า สามารถชดเชยสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปได้แล้วประมาณ 95% แต่ตลาดก็ยังไม่คลายความกังวลจากเหตุการณ์ดังกล่าว

Axel Adler Jr. นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดัง มองว่าความเชื่อมั่นของตลาดเริ่มลดลงมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแฮก Binance แล้ว โดยดัชนี Fear & Greed ปรับตัวลงจาก 68 จุด เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม เหลือ 51 จุด ในวันที่ 29 ตุลาคม ก่อนจะร่วงลงมาอยู่ที่ 30 จุด หลังเกิดเหตุโจมตี

ค่าเฉลี่ยของดัชนี Fear & Greed ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาอยู่ที่ 56 จุด ขณะที่ค่ากึ่งกลางของข้อมูลย้อนหลังอยู่ที่ 44 จุด และระดับควอไทล์ล่างอยู่ที่ 26 จุด ซึ่งหมายความว่า ความเชื่อมั่นในตลาดตอนนี้ลดลงมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

Adler มองว่า การที่ดัชนีดีดกลับขึ้นมาเพียงช่วงสั้น ๆ ยังไม่ใช่สัญญาณว่า ตลาดฟื้นตัว นักลงทุนจำเป็นต้องเห็นดัชนีปรับขึ้นต่อเนื่องไปพร้อมกับราคาคริปโทฯ จึงจะสามารถตีความได้ว่า ความเชื่อมั่นกำลังกลับมา

ด้าน Doctor Profit นักวิเคราะห์คริปโทฯ มองว่า การแฮก Binance เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สร้างแรงกระทบต่อตลาด หรือ Black Swan Event โดยเขาให้จับตาระดับราคาของ Bitcoin ไว้ 3 จุด ซึ่งอาจเป็นตัวบอกทิศทางตลาดในช่วงต่อจากนี้

ระดับแรกคือ 76,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับที่ Bitcoin ต้องรักษาไว้ให้ได้ หากราคาหลุดลงไปและปิดต่ำกว่าระดับนี้ติดต่อกัน 2-3 วัน Doctor Profit มองว่า มีโอกาสเห็นราคาลงไปทดสอบช่วง 67,000-69,000 ดอลลาร์ 

ระดับราคาดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะเป็นจุดที่เคยยืนยันการเข้าสู่ตลาดกระทิง และอยู่ใกล้ทั้งแนวรับรายสัปดาห์กับเส้นค่าเฉลี่ย 50 สัปดาห์

ส่วนระดับ 78,000 ดอลลาร์ เป็นจุดที่ต้องจับตาหาก Bitcoin พยายามฟื้นตัวกลับขึ้นมา โดยการยืนเหนือระดับนี้ได้ต่อเนื่องผ่านราคาปิดรายวัน อาจเป็นสัญญาณว่าแรงขายจากความตื่นตระหนกเริ่มลดลง และผู้ซื้อกำลังกลับเข้ามาในตลาด

เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 82,000 ดอลลาร์ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น Bitcoin ต้องกลับมายืนเหนือโซน 80,000-81,000 ดอลลาร์ให้ได้ก่อน เพื่อไม่ให้แนวรับเดิมกลายเป็นแนวต้าน หากผ่านขึ้นไปได้และยืนเหนือ 82,000 ดอลลาร์ ก็จะช่วยให้ภาพตลาดขาขึ้นกลับมาแข็งแกร่งขึ้น แต่หากยังฟื้นตัวไม่ได้ ฝั่งขายก็อาจยังเป็นฝ่ายได้เปรียบต่อไป

ความเสียหายจากเหตุการณ์แฮก Binance ที่สูงถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.1 แสนล้านบาท ยังทำให้เกิดคำถามถึงความปลอดภัยของกระดานเทรดคริปโทฯ ทั่วโลก เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการโจรกรรมคริปโทฯ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และมีมูลค่าสูงกว่าเหตุแฮก Bybit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ถึงประมาณ 4 เท่า

Bernardo Brites ผู้ร่วมก่อตั้ง Trace Finance มองว่า เหตุแฮกที่มีมูลค่าความเสียหายสูงอาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะเมื่อราคาคริปโทฯ เพิ่มขึ้น กระดานเทรดก็มีสินทรัพย์ของลูกค้าอยู่ในความดูแลมากขึ้นตามไปด้วย 

Brites ยังชี้ว่า เทคโนโลยี AI ทำให้การค้นหาช่องโหว่ของระบบทำได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่ทีมพัฒนาอาจแก้ไขช่องโหว่ไม่ทัน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเกิดเหตุโจมตีแพลตฟอร์มคริปโทฯ ครั้งใหญ่หลายครั้ง

แม้เขาจะมองว่า Binance มีเงินสำรอง กองทุนฉุกเฉิน และความสามารถในการระดมทุนมากพอที่จะชดเชยความเสียหายให้ลูกค้าได้ แต่ประเด็นที่น่าเป็นกังวลมากกว่าคือ กระดานเทรดขนาดเล็กและขนาดกลาง เพราะไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มที่จะมีเงินทุนเพียงพอรับมือกับความเสียหายระดับหลายพันล้านดอลลาร์

Brites ยังมองว่า เหตุการณ์นี้อาจทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนย้ายเงินไปยังกระดานเทรดขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนรองรับและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลมากกว่า ขณะที่นักลงทุนอีกกลุ่มอาจเลือกเก็บสินทรัพย์ไว้ในกระเป๋าส่วนตัวแบบ Self-Custody หรือหันไปใช้แพลตฟอร์ม DeFi เพื่อควบคุมกุญแจ Private Key ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การดูแลสินทรัพย์ด้วยตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะแพลตฟอร์ม DeFi ก็ยังมีความเสี่ยงจากช่องโหว่และการโจมตีเช่นกัน

ที่มา:cryptopotato


มุมมองผู้เขียน: ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลงมาอยู่ในโซนคามกลัว (Fear) ประกอบกับความกังวลด้านความปลอดภัยของกระดานเทรด อาจกดดันให้เกิดแรงขายต่อเนื่อง โดยเฉพาะหาก Bitcoin ไม่สามารถรักษาระดับ $76,000 ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญที่นักวิเคราะห์ระบุไว้ได้