bitkub-banner

เดโมแครตชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ ส่อปิดฉากกฎหมาย Clarity Act กวาดล้างคริปโทฯ

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา เพิ่มความเสี่ยงที่ร่างกฎหมาย Clarity Act จะไม่ผ่านในรูปแบบปัจจุบัน
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดบริษัทคริปโทฯ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Donald Trump อาจเผชิญการตรวจสอบจากรัฐสภาเข้มข้นขึ้น
  • ประเด็น Stablecoin Rewards ยังคงเป็นข้อขัดแย้งระหว่างธนาคารกับบริษัทคริปโทฯ ขณะที่ตลาด Perpetual Futures ยังมีแนวโน้มเติบโต

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

อุตสาหกรรมคริปโทฯ ใช้เงินสนับสนุนทางการเมืองกว่า 170.5 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่เป็นอย่างที่หวัง หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ผู้เชี่ยวชาญมองว่า Clarity Act เวอร์ชันปัจจุบันมีโอกาสที่จะไม่ผ่านสูง ขณะที่บริษัทคริปโทฯ อาจถูกตรวจสอบหนักขึ้น ทั้งประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน การฟอกเงิน และธุรกิจหุ้น Tokenized อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่กฎหมายจะกลับเข้าสู่การเจรจาระหว่างสองพรรค ส่วนตลาด Perpetual Futures ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อไป

อุตสาหกรรมคริปโทฯ ทุ่มเงินมหาศาลกว่า 170 ล้านดอลลาร์ หวังใช้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นแรงผลักดันกฎหมายที่เป็นมิตร แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากพรรคเดโมแครตซึ่งมีจุดยืนตรงข้ามกับประธานาธิบดี Donald Trump เป็นฝ่ายคว้าชัยและครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ส่งผลให้ความหวังที่จะเห็น Clarity Act ผ่านเป็นกฎหมายจริงเริ่มริบหรี่ลงอีกครั้ง

Mati Greenspan ผู้ก่อตั้ง Quantum Economics ให้สัมภาษณ์ว่า ชัยชนะของพรรคเดโมแครตอาจเป็นจุดจบของ Clarity Act เวอร์ชั่นปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า ร่างกฎหมายนี้ยังไม่สามารถผ่านแม้แต่การลงมติทางวิธีพิจารณาเมื่อเดือนกันยายน ทั้งที่เวลานั้นพรรครีพับลิกันยังครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา

คำเตือนดังกล่าวสอดคล้องกับ Stefan Muehlbauer หัวหน้าฝ่ายกิจการรัฐบาลสหรัฐฯ ของ CertiK ซึ่งประเมินว่า Clarity Act ฉบับปัจจุบันมีโอกาสสูงที่จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ตัวเลขเงินสนับสนุนทางการเมืองยิ่งทำให้สถานการณ์นี้น่าสนใจขึ้น ก่อนหน้านี้กลุ่ม Political Action Committees (PAC) ที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ใช้เงินไปประมาณ 170.5 ล้านดอลลาร์ไปกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยอย่างน้อย 125.5 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ตามข้อมูลจาก Anton Golub

แต่การมีประธานาธิบดีที่สนับสนุนคริปโทฯ อาจไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่นเสมอไป Golub มองว่า การที่ตระกูลทรัมป์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจคริปโทฯ อาจกลายเป็นประเด็นที่พรรคเดโมแครตหยิบขึ้นมาตั้งคำถาม และทำให้การผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมเผชิญแรงต่อต้านมากขึ้น

นอกจากเรื่องการเมือง Clarity Act ยังติดอยู่กับข้อขัดแย้งระหว่างธนาคารและบริษัทคริปโทฯ ในประเด็น ‘ผลตอบแทนจาก Stablecoin’ โดยธนาคารกังวลว่าหากกระดานเทรดสามารถจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือเหรียญได้ เงินฝากจำนวนหนึ่งอาจไหลออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นปัญหาที่พรรครีพับลิกันยังหาข้อยุติไม่ได้ แม้จะมีอำนาจในรัฐสภาก่อนหน้านี้

สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องเตรียมรับมือจึงไม่ได้มีแค่ความล่าช้าของกฎหมาย เพราะ Muehlbauer คาดว่า พรรคเดโมแครตจะเพิ่มแรงกดดันผ่านการไต่สวนและตรวจสอบบริษัทคริปโทฯ โดยเฉพาะเรื่องการฟอกเงิน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Trump

Shady El Damaty ผู้ร่วมก่อตั้ง Human.tech มองว่า Robinhood เป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าจับตา หลังเดินหน้ารุกตลาดหุ้น Tokenized และขยายธุรกิจคริปโทฯ อย่างจริงจัง โดยเขาคาดว่าข้อเสนอของบริษัทอาจกลายเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ

แรงต้านต่อตลาดหุ้น Tokenized ยังเกิดขึ้นจากบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ด้วย หลัง Amazon, Tesla และ SpaceX รวมถึงบริษัทชั้นนำอื่น ๆ ออกมาคัดค้านแผนซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคนของ OKX และ ICE 

อย่างไรก็ตาม การสะดุดของ Clarity Act ไม่ได้หมายความว่า ตลาดคริปโทฯ จะหยุดเดินหน้า Anton Golub มองว่า Perpetual Futures ยังมีโอกาสเติบโตในสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลัง CFTC มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการซื้อขายสัญญาประเภทนี้สำหรับหุ้นรายตัวบนแพลตฟอร์มที่ผ่านคุณสมบัติ แม้ยังมีข้อโต้แย้งด้านกฎหมายจากกระบวนการพิจารณาของศาลก็ตาม

ส่วน Brent Fulfer ผู้ร่วมก่อตั้ง TBV มองว่า Clarity Act เผชิญปัญหามาตั้งแต่เดือนกันยายนแล้ว และชี้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตมากกว่า 70 คนเคยสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ จึงยังไม่ควรตัดโอกาสที่จะเห็นความร่วมมือจากทั้งสองพรรค โดยเฉพาะหากมีมาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจน

ด้าน Jason Fernandes ผู้ก่อตั้ง AdLunam มองว่า อุตสาหกรรมคริปโทฯ ควรใช้จังหวะนี้สร้างความร่วมมือกับพรรคเดโมแครตมากกว่าตั้งกำแพงต่อต้านการกำกับดูแล เพราะการเอาผิดกับผู้กระทำผิดและจัดระเบียบตลาดอย่างเหมาะสม อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเปิดทางให้ตลาดเติบโตได้ในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องเหมารวมลงโทษผู้ประกอบการทั้งอุตสาหกรรม

ที่มา: coindesk


มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่น่ากังวลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโทฯ ในเวลานี้อาจไม่ใช่แค่การที่ Clarity Act มีโอกาสล้มเหลว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทิศทางการกำกับดูแลของสหรัฐฯ ในภาพใหญ่ด้วย เพราะหากพรรคเดโมแครตเลือกเดินหน้าไต่สวนบริษัทคริปโทฯ และตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Trump อย่างจริงจัง บริษัทที่กำลังขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดหุ้น Tokenized และผลิตภัณฑ์การเงินรูปแบบใหม่อาจต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น